สรุปเนื้อหาแบบเน้นๆหนังสือ The Power of Awareness เขียนโดย Neville Goddard ปี ค.ศ. 1952

จะเป็นยังไงถ้าทุกสิ่งที่คุณเคยต้องการ… ความสัมพันธ์ เงินทอง สุขภาพ หรือชีวิตในฝัน… มันมีอยู่แล้วในตอนนี้! และเหตุผลเดียวที่คุณยังไม่มีมัน ก็แค่เพราะคุณ ‘ไม่รู้’ ว่าคุณมีมันอยู่แล้ว?

ย้อนกลับไปในปี 1952 นักปรัชญาสายลึกลับที่ชื่อ Neville Goddard ได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆ เงียบๆ เล่มหนึ่งชื่อว่า The Power of Awareness (พลังแห่งความตระหนักรู้) มันไม่ใช่หนังสือเบสต์เซลเลอร์ ไม่มีคนดังมาช่วยโปรโมท ไม่มีการตลาดหวือหวา มีแค่ 15 บทสั้นๆ เท่านั้น แต่เชื่อไหม? หลายทศวรรษต่อมา มันกลับเปลี่ยนชีวิตคนนับล้านทั่วโลกอย่างเงียบๆ เศรษฐีที่สร้างฐานะด้วยตัวเองหลายต่อหลายคน ต่างชี้เป้ากลับมาที่แหล่งกำเนิดเดียวกัน… นั่นก็คือหนังสือเล่มนี้

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้มันทรงพลังขนาดนี้? ปรัชญาเหรอ? จิตวิญญาณ? หรือจิตวิทยา? คำตอบคือทั้งสามอย่าง… และไม่ใช่สักอย่างเลย! เพราะ Neville ไม่ได้สนใจที่จะยัดเยียดระบบความเชื่อให้คุณ แต่เขาสนใจที่จะมอบ “เทคนิค” ให้คุณต่างหาก วิธีการที่มันเรียบง่ายและตรงไปตรงมาเสียจนตอนที่คุณได้ยินครั้งแรก อาจจะแอบรู้สึกว่าถูกหยามด้วยซ้ำ แต่เมื่อคุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เมื่อมัน ‘คลิก’ ในหัวคุณ… จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป

ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีต่อจากนี้ เราจะมาลุยทำความเข้าใจ ‘พลังแห่งความตระหนักรู้’ ไปด้วยกัน เราจะเจาะข้อความสำคัญ อธิบายไอเดียยากๆ ให้เป็นภาษาคนธรรมดา และยกตัวอย่างในชีวิตจริง เพื่อให้คุณเอาไปใช้ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เข้าใจในหัว เอาล่ะ… ทำตัวตามสบายและเตรียมตัวให้พร้อม เพราะนี่อาจจะเป็นไม่กี่นาทีที่สำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้ของคุณเลยล่ะ!


หนังสือเล่มนี้มี 15 บท แต่ละบทสั้นมาก บางบทแทบจะไม่ถึง 3 หน้าด้วยซ้ำ แต่อย่าให้ความสั้นมาหลอกคุณได้นะ! ทุกตัวอักษรมีความหมาย Neville เป็นปรมาจารย์ด้านการสรุปความ เขาไม่ยอมเสียประโยคไหนไปเปล่าๆ และนี่คือปรัชญาทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ที่สรุปจบในย่อหน้าเดียว… ก่อนที่เราจะใช้เวลาที่เหลือมาเจาะลึกกัน:

“คุณคือพระเจ้า จิตสำนึกคือความจริงเพียงหนึ่งเดียว สิ่งที่คุณตระหนักรู้ว่าคุณเป็นอยู่ในตอนนี้ คือสิ่งที่คุณกำลังจะกลายเป็น คุณไม่ได้ดึงดูดสิ่งที่คุณต้องการ แต่คุณจะกลายเป็นสิ่งที่คุณ ‘ทึกทัก’ (Assume) ว่าคุณเป็น”

จบ! นี่แหละเนื้อหาทั้งเล่ม แต่แน่นอนว่า การจะเข้าใจว่าคำพวกนี้มันแปลว่าอะไรและจะใช้มันยังไง… นั่นแหละคืองานจริงของเรา! สิ่งที่เราจะลุยกันมีดังนี้:

  • เริ่มจากแนวคิดพื้นฐานของ Neville เรื่อง “I Am” (ฉันคือ…) ว่ามันคืออะไร และทำไมมันถึงเป็นสองคำที่ทรงพลังที่สุดในภาษามนุษย์
  • สำรวจ กฎแห่งการทึกทักเอาเอง (The Law of Assumption) คำสอนหลักที่บอกว่า ‘การทึกทัก’ เมื่อเรารู้สึกว่ามันจริง มันจะกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้
  • ดูบทบาทของ ‘ความรู้สึก’ ที่ไม่ใช่แค่การคิดบวก
  • คุยเรื่อง ‘ความยืนหยัด’ เพราะนี่ไม่ใช่การฝึกแค่วันเดียวจบ
  • ดูสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ไม่มีพระเจ้าอื่นใด’ (No other god) ซึ่งเป็นบทสรุปสุดขั้วที่หนังสือทั้งเล่มปูทางมาหา

ตอนอ่านจบ คุณจะไม่ได้แค่บทสรุป แต่จะได้ ‘วิธีฝึก’ ที่สามารถเอาไปทำได้เลยคืนนี้!


บทที่ 1: ตัวตนอันไร้ขอบเขต (The Infinite Being)

Neville เปิดหนังสือด้วยประโยคที่ทำเอาคนอ่านส่วนใหญ่ต้องชะงัก: “I AM (ฉันคือ) คือชื่อของพระเจ้า” ไม่ใช่ ฉันคือคนๆ นึง ไม่ใช่ ฉันคือจอห์น หรือ ฉันคือซาร่า แต่แค่คำว่า “ฉันคือ…” เฉยๆ การดำรงอยู่อย่างบริสุทธิ์ ปราศจากเงื่อนไขใดๆ มันคือการมีอยู่ล้วนๆ เขาหยิบยกเรื่องนี้มาจากพระธรรมอพยพในคัมภีร์ไบเบิล ตอนที่โมเสสถามพระเจ้าว่าควรจะเรียกพระองค์ว่าอะไร และพระเจ้าตอบว่า “บอกพวกเขาว่า ‘ฉันคือ’ ส่งเจ้ามา”

Neville บอกว่านี่ไม่ได้หมายถึงชายแก่บนท้องฟ้า แต่มันคือคำอธิบายถึงจิตสำนึกของคุณเอง ถึงความตระหนักรู้ต่างหาก คุณไม่ได้ มี จิตสำนึก แต่คุณ คือ จิตสำนึก และจิตสำนึกนั้น… ไอ้คำว่า “ฉันคือ” นั่นแหละ… คือผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณกำลังเผชิญอยู่!

ลองของจริง: การทดลอง “I Am”

มาลองสัมผัสกันดูว่า Neville หมายถึงอะไร หลับตาลงสักครู่นะ ลืมชื่อตัวเองไปก่อน ลืมงานของคุณไป ลืมร่างกายนี้ไปเลย แค่นั่งนิ่งๆ สัมผัสถึงความรู้สึกของการมีชีวิตอยู่ เสียงฮัมเบาๆ ที่บอกว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” นั่นแหละคือสิ่งที่ Neville กำลังชี้ให้เห็น ไม่ใช่ความคิด ไม่ใช่ความทรงจำ แต่เป็นความตระหนักรู้ล้วนๆ ตอนนี้ลองสังเกตดูสิ… ความตระหนักรู้นั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย มันไม่ได้เหนื่อย ไม่ได้กังวล มันแค่ เป็น อยู่แบบนั้น

ทีนี้ ลองเติมประโยคให้สมบูรณ์: “ฉันคือ…” แล้วใส่อะไรลงไปสักอย่าง เช่น “ฉันจน”, “ฉันป่วย”, “ฉันไม่มีใครรัก” สังเกตไหมว่าวินาทีที่คุณเติมคำต่อท้าย “ฉันคือ” ร่างกายคุณตอบสนองทันที อารมณ์คุณเปลี่ยน คุณรู้สึกถึงมัน! และนั่นแหละคือกลไกที่ Neville อธิบาย… ไม่ว่าคุณจะเอาอะไรไปต่อท้ายคำว่า “ฉันคือ” คุณกำลังเป่าลมหายใจแห่งชีวิตให้กับสิ่งนั้น!

บทที่ 2: จิตสำนึกคือความจริงเพียงหนึ่งเดียว

ในบทนี้ Neville ได้เสนอข้ออ้างที่ท้าทายที่สุด เขาบอกว่า โลกภายนอกน่ะไม่มีอยู่จริงหรอก! หรือจะพูดให้ถูกก็คือ โลกภายนอกเป็นแค่ ‘จิตสำนึกที่ถูกทำให้มองเห็นได้’ โต๊ะตรงหน้าคุณ เงินในบัญชี ความสัมพันธ์ที่คุณกำลังมี (หรือไม่มี) ทั้งหมดนั่นคือภาพฉายจากสภาวะตัวตนของคุณเอง เขาเขียนไว้ว่า “โลกนี้คือตัวคุณที่ถูกผลักออกไปข้างนอก” นี่ไม่ใช่คำเปรียบเปรยนะ เขาหมายความตามนั้นจริงๆ! ความเชื่อลึกๆ ที่คุณรู้สึกว่าคุณเป็นใครและอะไรเป็นไปได้ มันกำลังก่อร่างสร้างสิ่งที่จะปรากฏในชีวิตคุณอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ

บทที่ 3: พลังแห่งการทึกทักเอาเอง (Power of Assumption)

ถ้าจิตสำนึกคือความจริงเดียว แล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะเจอความจริงเวอร์ชันไหน? คำตอบของ Neville คือ: การทึกทักเอาเอง (Assumption)

การทึกทักไม่ใช่ความหวัง ไม่ใช่คำอธิษฐาน แต่มันคือสิ่งที่คุณเชื่อว่าเป็นของตาย สิ่งที่คุณรู้สึกว่ามันจริงซะจนคุณไม่คิดจะตั้งคำถามกับมันด้วยซ้ำ ตอนนี้คุณมีการทึกทักนับพันรันอยู่เบื้องหลัง เช่น “ฉันไม่เก่งพอ”, “เงินมันหายาก”, “ฉันมักจะโดนมองข้ามเสมอ” ไอ้การทึกทักที่รู้สึกว่าเป็นความจริงพวกนี้นี่แหละ ที่กำลังจัดระเบียบชีวิตคุณแบบเงียบๆ

บทที่ 4: ทุกสิ่งเป็นไปได้

Neville เปิดบทนี้ด้วยประโยคที่จะทำให้คุณตื่นเต้นสุดขีด หรือไม่ก็กลัวสุดขั้ว: “ไม่มีขีดจำกัดสำหรับสิ่งที่คุณจะเป็น สิ่งที่คุณจะทำ หรือสิ่งที่คุณจะมี” เขาไม่ได้มาพูดให้กำลังใจนะ แต่เขากำลังพูดในเชิงอภิปรัชญา ถ้าจิตสำนึกของคุณคือสาเหตุของความจริง และมันไม่มีเพดานจำกัดว่าจิตสำนึกจะทึกทักอะไรได้บ้าง… งั้นมันก็แปลว่าไม่มีขีดจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น! กำแพงเดียวที่มีคือสิ่งที่คุณยอมตกลงที่จะเชื่อมัน ข่าวดีก็คือคุณเลือกกำแพงพวกนั้นใหม่ได้!

ลองของจริง: การทดลองปีนบันได (The Ladder Experiment)

นี่คือแบบฝึกหัดที่โด่งดังมาก วิธีทำคือ: คืนนี้ก่อนนอน ให้คุณทึกทักว่าการปีนบันไดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคุณ นึกภาพไม่ออกเลย จับความรู้สึกนั้นไว้แล้วหลับไปพร้อมกับมัน พอคืนพรุ่งนี้ ให้ทำตรงข้าม จินตนาการอย่างชัดเจนว่าคุณกำลังปีนบันได สัมผัสถึงขั้นบันไดใต้ฝ่ามือ สัมผัสถึงความรู้สึกตอนปีนขึ้นไป แล้วหลับไปในฉากนั้น

ประเด็นไม่ใช่ตัวบันไดหรอก แต่คือการพิสูจน์ให้ตัวคุณเองเห็นผ่านประสบการณ์ตรง ว่าสิ่งที่คุณทึกทักก่อนนอน มันไปกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตตอนตื่นต่างหาก! นักเรียนของ Neville หลายคนเจอบันไดในที่ที่ไม่คาดคิดหลังจากทำแบบนี้แค่ไม่กี่คืน เช่น มีช่างทาสีมาที่ตึก หรือบังเอิญไปเห็นบันไดหนีไฟที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ราวกับว่าโลกความจริงกำลังมายืนยันการทึกทักนั้น คุณคือนักวิทยาศาสตร์ และโลกนี้คือห้องทดลองของคุณ!

บทที่ 5: ชัดเจนในสิ่งที่คุณต้องการ

ก่อนที่คุณจะทึกทักอะไรให้เป็นจริง คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ ฟังดูง่ายใช่มั้ย? แต่คนส่วนใหญ่มักมีความต้องการที่ย้อนแย้งในตัวเอง อยากรวยแต่เชื่อว่าเงินสกปรก อยากมีรักแต่เชื่อว่าตัวเองไม่ดีพอ ความย้อนแย้งพวกนี้มันหักล้างกันเองหมด! Neville บอกว่า ต้องเจาะจง! ไม่ใช่แค่ “อยากได้เงินเพิ่ม” แต่ต้องเป็น “ฉันคือคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น ขับรถคันนั้น และเป็นผู้ให้ที่ใจกว้างกับคนที่ฉันรัก” ยิ่งเฉพาะเจาะจงและสัมผัสได้มากเท่าไหร่ จิตสำนึกก็จะยิ่งจัดระเบียบรอบสิ่งนั้นได้ชัดเจนมากขึ้น

บทที่ 6 & 7: สวมความรู้สึกว่าสมปรารถนาแล้ว

มาถึงหัวใจหลักของหนังสือ! สองบทนี้อาจจะสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ Neville แนะนำประโยคทองที่จะติดตัวเขาไปตลอดกาล: “สวมความรู้สึกของการสมปรารถนา” (Assume the feeling of the wish fulfilled)

เขา ไม่ได้ บอกให้มโนภาพ เขา ไม่ได้ บอกให้คิดบวก แต่เขาบอกให้ รู้สึก! เพราะจิตใต้สำนึกของคุณไม่ได้ตอบสนองต่อภาพหรือคำพูด แต่มันตอบสนองต่อ ‘ความรู้สึก’

เทคนิคคือ: หลับตาลง จินตนาการว่าคุณได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว แต่อย่ามองตัวเองจากมุมมองคนนอกนะ ให้เข้าไปอยู่ในประสบการณ์นั้นเลย! คุณจะเห็นอะไร? จะได้ยินเสียงอะไร? กำลังคุยอะไรกับใครอยู่? ปล่อยให้ความรู้สึกขอบคุณ ความโล่งใจ ความสุข และความรู้สึกที่ว่า ‘นี่แหละเรื่องปกติ’ อาบซาบตัวคุณ จับความรู้สึกนั้นไว้ นี่ไม่ใช่การฝันกลางวัน นี่คือการป้อนคำสั่ง!

บทที่ 8: จินตนาการคือผู้กอบกู้

จินตนาการไม่ใช่สิ่งที่เรา ใช้ แต่จินตนาการคือสิ่งที่เรา เป็น พลังในการจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่าไม่ใช่ทักษะที่ต้องไปพัฒนา แต่มันมีอยู่แล้ว! มันคือสิทธิแต่กำเนิดของคุณ เราไม่ได้พยายามจะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็น แต่เรากำลังพยายาม ‘จำให้ได้’ ว่าเราเป็นอะไรอยู่แล้วต่างหาก

ลองของจริง: เทคนิค SATS (State Akin to Sleep)

วิธีปฏิบัติที่โด่งดังที่สุดของ Neville หรือ ‘สภาวะใกล้หลับ’ นี่คือวิธีทำทีละสเต็ป:

  1. ผ่อนคลาย: ตอนกลางคืนเมื่ออยู่บนเตียง ปล่อยให้ร่างกายรู้สึกหนัก หายใจช้าๆ เข้าสู่สภาวะสะลึมสะลือระหว่างตื่นกับหลับ
  2. สร้างฉากสั้นๆ: ที่บ่งบอกว่าสิ่งที่คุณต้องการเกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ใช่กระบวนการที่กำลังได้มานะ แต่เป็นผลลัพธ์! เช่น ถ้าอยากได้งานใหม่ ให้จินตนาการตอนกำลังบอกเพื่อนว่า “ฉันได้งานแล้วเว้ย!” สัมผัสถึงคำยินดีของพวกเขา สัมผัสถึงความเบาสบายในอก
  3. เล่นซ้ำ: เล่นฉากนั้นวนไปเรื่อยๆ เหมือนหนังโฆษณาสั้นๆ จนกว่าจะผล็อยหลับไป
  4. ไว้ใจ: อย่ามัวแต่กังวลมองหาหลักฐาน หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วปล่อยให้จิตเบื้องลึกทำงานของมัน สภาวะก่อนนอนคือช่วงที่กำแพงระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกบางที่สุด

บทที่ 9 & 10: ทัศนคติ และ การแก้ไขอดีต (Attitudes and Revision)

บทที่ 9 พูดถึง ‘ทัศนคติ’ หรือท่าทีทางอารมณ์ที่คุณมีต่อชีวิตจนติดเป็นนิสัย ก่อนที่คุณจะเสกสิ่งต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง คุณต้องเช็คทัศนคติเบื้องลึกของคุณก่อน คนที่เชื่อลึกๆ ว่า “ฉันไม่มีค่าพอ” ก็จะเจอแต่ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่เพราะจักรวาลลงโทษ แต่เพราะ ‘การทึกทัก’ ของเขากำลังคัดลอกตัวเองออกมาเป็นความจริง

บทที่ 10 แนะนำการ “แก้ไข” (Revision) ตอนจบของแต่ละวัน ให้ใช้เวลา 5 นาที ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในวันนั้น และ ‘เขียนบทใหม่’ ให้กับฉากแย่ๆ วันนี้ทะเลาะกับใครมา? แก้ไขมันซะ! จินตนาการว่าคุยกันราบรื่นสุดๆ วันนี้ได้รับข่าวร้าย? แก้ไขมัน! มองเห็นว่ามีข่าวดีมาส่งแทน

ลองของจริง: การฝึกแก้ไข (Revision Practice)

สมมติว่าวันนี้สัมภาษณ์งานพังไม่เป็นท่า คืนนี้ก่อนนอน หลับตาลงแล้วเล่นภาพการสัมภาษณ์นั้นใหม่ แต่คราวนี้… คุณตอบได้เป๊ะเวอร์! คุณพูดฉะฉาน คนสัมภาษณ์สนใจ คุณเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม การแก้ไขไม่ได้ไปเปลี่ยนอดีต แต่ไปเปลี่ยน ‘บันทึกทางอารมณ์’ ซึ่งเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปต่างหาก!

บทที่ 11: กรรไกรตัดแต่งกิ่งแห่งการแก้ไข

นิสัยที่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขเรื่องราวของแต่ละวันก่อนนอน เหมือนช่างตัดแต่งกิ่งไม้ที่ตายแล้วเพื่อกระตุ้นให้เกิดชีวิตใหม่ การแก้ไขก็คือการตัดเอาความรู้สึกแย่ๆ ทิ้งไป ก่อนที่มันจะฝังรากลงในจิตใต้สำนึกและงอกเงยออกมาเป็นพรุ่งนี้ของคุณ

บทที่ 12: ความยืนหยัด (Persistence)

แล้วถ้าดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยล่ะ? คำตอบคือ: ยืนหยัดต่อไป!

คนส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะล้มเลิกการทึกทักทันทีที่ความจริงตรงหน้าเริ่มต่อต้าน พอบิลมา แฟนทิ้ง หรือโอกาสหลุดลอย ก็จะบอกว่า “เห็นไหม ไม่เห็นได้ผล!” แต่นี่แหละคือเวลาที่ต้องเกาะมันไว้ให้แน่น! เพราะโลกภายนอกตามหลังการเปลี่ยนแปลงภายในเสมอ

Neville ใช้วลี “สะพานแห่งเหตุการณ์” (Bridge of Incidents) เมื่อคุณปลูกฝังการทึกทักใหม่ โลกจะเริ่มสร้างสะพานเพื่อพาคุณไปสู่สิ่งนั้น มีคนทัก มีโอกาสมา ไอเดียปิ๊งขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ! มันคือสะพานที่กำลังถูกสร้าง เหมือนปลูกต้นไม้ มันไม่โตในวันเดียวหรอก แต่ใต้ผืนดิน ทุกอย่างกำลังเคลื่อนไหว ความยืนหยัดคือการเชื่อมั่นในการเติบโตที่คุณอาจจะยังมองไม่เห็น

บทที่ 13 & 14: ความล้มเหลว และบทสรุปของกฎ

ทำไมคนถึงล้มเหลว? Neville ชี้ไปที่ 3 สิ่ง:

  1. ความสงสัยเบื้องลึก: การทึกทักว่า ‘คุณไม่ใช่คนประเภทที่จะสำเร็จได้’
  2. ยึดติดกับวิธีการ: อยากให้มันมาในรูปแบบที่กำหนด แต่หน้าที่ของคุณคือทึกทักถึง ‘ฉากจบ’ ส่วน ‘วิธีการ’ ไม่ใช่เรื่องของคุณ!
  3. ไม่สม่ำเสมอ: ฝึกก่อนนอน แต่ตื่นมาใช้เวลาทั้งวันไปกับการกังวลและบ่นด่า มันก็เหมือนเปิดน้ำใส่อ่างที่ไม่ได้ปิดจุกระบายน้ำนั่นแหละ

บทที่ 15: ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (No Other God)

บทสุดท้ายสุดขั้วที่สุด! เขาเขียนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกเหนือจากจินตนาการอันยอดเยี่ยมของมนุษย์คุณเอง” เขาไม่ได้ลบหลู่ แต่เขากำลังบอกว่าพระเจ้าคือคำอธิบายถึง ‘จิตสำนึก’ ของคุณเองมาตลอด อาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ใช่สถานที่ แต่มันคือ ‘สภาวะ’

นี่คือแนวคิดที่ทั้งปลดแอกและน่ากลัวที่สุด ถ้าไม่มีใครคอยกำหนดสิ่งต่างๆ แล้วใครรับผิดชอบชีวิตคุณ? คุณไงล่ะ… แบบ 100%! คุณมีพลังวิเศษมากกว่าที่เคยถูกสอนมา และคุณกำลังใช้พลังนั้นตลอดเวลา แค่ใช้แบบไม่รู้ตัว คำเชิญชวนของบทสุดท้ายคือ: จงตื่นขึ้น! และกลายเป็นผู้สร้างอย่างมีสติ


สรุปทิ้งท้าย…

15 บท, 1 ไอเดีย: คุณคือผู้เขียนบทชีวิตของคุณเอง คุณไม่ใช่เหยื่อ ไม่ใช่ผู้โดยสาร คุณกำลังเขียนบทถัดไปของชีวิต ‘ในวินาทีนี้’ ด้วยทุกๆ การทึกทักที่คุณยึดถือ คำถามที่ฝากไว้คือ: ตอนนี้คุณกำลังทึกทักให้เรื่องอะไรของตัวคุณเป็นความจริงอยู่?

ก่อนจะจากกันไป นี่คือ 3 สิ่งที่ผมอยากให้จำไว้:

  1. I AM คือพลังสร้างสรรค์ของคุณ: อะไรที่ตามหลังคำนี้ในหัวคุณ มันกำลังรังสรรค์โลกความจริงของคุณ เลือกให้ดี
  2. ความรู้สึกคือความลับ: ไม่ใช่ภาพหรือคำพูด แต่เป็นความรู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นของคุณแล้ว
  3. ยืนหยัด: สะพานแห่งเหตุการณ์ถูกสร้างอยู่ตลอดเวลา หน้าที่ของคุณคือรักษาความเชื่อจนกว่าโลกภายนอกจะก้าวตามทัน

การบ้านสำหรับคืนนี้:

ก่อนที่คุณจะผล็อยหลับไป ปิดจอ เลิกไถฟีด ลองใช้เวลาสัก 5 นาที ทำใจให้เงียบ แล้วถามตัวเองว่า: “ถ้าฉันได้สิ่งที่ปรารถนาที่สุดมาแล้วตอนนี้… ฉันจะรู้สึกยังไง?” ค้นหาความรู้สึกนั้นให้เจอ ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และหลับไปพร้อมกับมัน แค่คืนนี้ แค่ครั้งเดียว… แล้วรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น!

เพราะความตระหนักรู้ไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องดิ้นรนหามา ไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องทำตัวให้คู่ควร คุณแค่ต้อง ‘เลือก’ มัน คุณแค่ต้อง ‘ทึกทัก’ มัน และในเสี้ยววินาทีของการทึกทักนั้น… ทุกสิ่งจะเริ่มเคลื่อนไหว!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *