บทนำ
ในเนื้อหานี้เราจะมาสำรวจคำสอนของ Neville Goddard, Joseph Murphy และ Helen Hadsell เกี่ยวกับ “กฎแห่งการสมมติ” หรือ Law of Assumption และวิธีใช้มันในการดึงดูดสิ่งที่เราปรารถนาเข้ามาในชีวิต คุณจะได้เรียนรู้วิธีปรับโปรแกรมจิตใต้สำนึกให้สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการ และแนวทางในการเปลี่ยนภาพฝันให้กลายเป็นความจริง
อ่านจบแล้ว คุณจะเข้าใจ Law of Assumption อย่างลึกซึ้ง และรู้วิธีนำมันมาใช้สร้างสิ่งที่อยากได้ในชีวิตด้วยตัวเอง
การแมนเฟส (Manifestation)
คำว่า “แมนเฟส” หรือ “การดึงดูดสิ่งที่ต้องการด้วยพลังความคิด” เป็นแนวคิดที่อยู่คู่โลกมานานมาก หลายยุคก็มีวิธีสอนแตกต่างกันไป แต่แนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลังคือ “กฎแห่งการสมมติ”
หลักการนี้บอกว่า ความคิดและความเชื่อของเราสร้างความเป็นจริงของเรา ถ้าเรามุ่งโฟกัสในสิ่งที่ต้องการ แล้ว “สมมติว่ามันเป็นของเราอยู่แล้ว” เราก็จะค่อย ๆ เห็นสิ่งนั้นปรากฏในชีวิตจริง
พูดง่าย ๆ คือ เราต้อง “รู้สึกเหมือนมันเกิดขึ้นแล้ว” เพื่อเปิดประตูให้มันเข้ามาในความจริงของเรา
คำสอนของ Neville Goddard – จินตนาการคือเครื่องมือทรงพลัง
Neville Goddard เป็นหนึ่งในครูสอนจิตวิญญาณที่พูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนที่สุด เขาเชื่อว่าพลังของจินตนาการคือกุญแจสำคัญในการสร้างชีวิตที่ต้องการ
เขาสอนว่าถ้าเรา “จินตนาการอย่างเชื่อมั่น” ว่าสิ่งนั้นเป็นของเราจริง ๆ โลกภายนอกจะค่อย ๆ ปรับตัวตามใจเราเอง
คำสอนของ Joseph Murphy – พลังของจิตใต้สำนึก
Joseph Murphy นักเขียนสาย self-help เจ้าของหนังสือชื่อดัง The Power of Your Subconscious Mind ก็พูดในแนวเดียวกัน เขาอธิบายว่าความเชื่อและความคิดคือแม่แบบของชีวิตเรา ถ้าเราปลูกฝังความเชื่อแบบใหม่ไว้ในจิตใต้สำนึก เราก็สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้จริง
ลองคิดแบบนี้ – เมื่อเราตั้งเจตนาไว้ชัด ๆ แล้วมองเห็นภาพสิ่งที่ต้องการอย่างชัดเจน พร้อมรู้สึกเหมือนได้มันจริง ๆ จิตใต้สำนึกจะเริ่มทำงานเพื่อพาเราเข้าใกล้สิ่งนั้นมากขึ้น
การลงมือทำอย่างมีแรงบันดาลใจ (หรือที่เรียกว่า inspired action) ก็สำคัญเช่นกัน เช่น
- ตั้งเป้าหมายให้ชัด
- เรียนรู้ทักษะใหม่ที่ช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมาย
- สร้างเครือข่ายกับคนที่สามารถช่วยคุณได้
สิ่งสำคัญคืออย่าฝืน อย่าพยายามควบคุมทุกอย่าง แต่ให้ลงมือเมื่อ “รู้สึกว่าใช่” และปล่อยวางความกลัวหรือข้อจำกัดในใจออกไป
คำสอนของ Helen Hadsell – ความชัดเจนคือพลัง
Helen Hadsell ก็เป็นอีกคนที่สอนเรื่องนี้ไว้ชัดเจน เธอเน้นว่าการตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนคือก้าวแรกของการแมนเฟส ถ้าเรารู้จริง ๆ ว่าอยากได้อะไร ทำไมถึงอยากได้ และเห็นภาพนั้นชัด จิตใต้สำนึกจะรู้ว่า “ต้องทำอย่างไร” เพื่อพามันมาหาเรา
วิธีใช้กฎแห่งการสมมติให้ได้ผล
1. ตั้งเจตนาให้ชัดเจน
ระบุให้แน่ชัดว่าคุณอยากดึงอะไรเข้ามาในชีวิต และทำไมถึงอยากได้ ต้องรู้สึกเชื่อมโยงกับมันจริง ๆ
2. จินตนาการผลลัพธ์ให้ชัด
หลับตาแล้วเห็นภาพตัวเองในฉากที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง เช่น กำลังใช้ของที่อยากได้ กำลังอยู่ในที่ ๆ ฝันไว้ หรือกำลังมีความสุขกับมัน
3. รู้สึกเหมือนได้รับมันแล้ว
นี่คือหัวใจสำคัญของ Law of Assumption — คุณต้อง “รู้สึกเหมือนมันเป็นของคุณแล้วจริง ๆ”
จดจ่ออยู่กับความรู้สึกดี ๆ อย่างความสุข ความสมบูรณ์ และความกตัญญู
4. พูดคำยืนยันกับตัวเอง (Affirmations)
พูดประโยคง่าย ๆ ซ้ำ ๆ เช่น
“ฉันสมควรได้รับสิ่งที่ฉันต้องการ”
“สิ่งที่ฉันอยากได้เป็นของฉันแล้ว”
การพูดแบบนี้ซ้ำ ๆ จะช่วยปรับความคิดและความรู้สึกให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการ
5. ลงมือทำด้วยแรงบันดาลใจ
อย่ารอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ จงทำเมื่อรู้สึกว่า “ถึงเวลาแล้ว”
อาจเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น คุยกับใครบางคน หาข้อมูล หรือฝึกทักษะใหม่ ๆ ทุกก้าวที่ทำด้วยความรู้สึกดี จะพาคุณใกล้สิ่งที่ต้องการมากขึ้น
6. ปล่อยวางและขอบคุณ
อย่ายึดติดหรือกังวลว่า “เมื่อไหร่จะได้” จงไว้วางใจและขอบคุณราวกับมันเกิดขึ้นแล้ว
ลองเขียนบันทึกขอบคุณทุกวัน — จะช่วยเปลี่ยนพลังจาก “ขาด” ไปสู่ “อุดมสมบูรณ์” และดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามามากขึ้น
สรุปส่งท้าย
กฎแห่งการสมมติ คือเครื่องมือทรงพลังที่คุณใช้สร้างสิ่งที่ต้องการในชีวิตได้จริง เริ่มต้นด้วยการตั้งเจตนาชัด ๆ จินตนาการผลลัพธ์ให้ครบทั้งภาพและความรู้สึก แล้วลงมืออย่างมีแรงบันดาลใจ
ที่สำคัญ อย่าลืม “ขอบคุณ” สำหรับทุกสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ เพราะนั่นคือตัวเร่งที่จะดึงสิ่งที่คุณต้องการเข้ามาเร็วขึ้น
เมื่อคุณทำสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตจะเริ่มปรับตัวตามพลังความคิดของคุณจริง ๆ — และคุณจะได้เห็นว่ากฎแห่งการสมมติไม่ใช่แค่ความเชื่อ แต่คือวิธีสร้างความจริงแบบใหม่ให้ตัวเองได้อย่างน่าอัศจรรย์

