สรุปเนื้อหาแบบเนื้อๆเน้นๆของหนังสือ The Millionaire Next Door จาก 400 หน้า ให้เข้าใจจบใน 40 นาที สำหรับคนที่ไม่มีเวลาอ่านทั้งเล่ม

จะเป็นยังไงถ้าความลับของการเป็นเศรษฐีเงินล้านที่แท้จริง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ IQ ปริญญาที่จบมา หรือพื้นเพครอบครัวของคุณเลยสักนิด

คนส่วนใหญ่มักคิดเอาเองว่าคนรวยต้องเกิดมาในตระกูลใหญ่ มีพรสวรรค์ระดับอัจฉริยะ หรือไม่ก็โชคดีล้วนๆ ภาพในหัวมักจะเป็นผู้บริหารวอลล์สตรีท เจ้าของสตาร์ทอัพสายเทค หรือลูกคุณหนูที่บินเจ็ตส่วนตัวเที่ยวรอบโลก

แต่ในความเป็นจริงเศรษฐีที่สร้างตัวเองส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยสักนิดเดียว! พวกเขาไม่ได้เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง ไม่ได้จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แถมยังไม่ได้พึ่งพาสูตรรวยเร็วใดๆ ทั้งสิ้น

ตรงกันข้ามเลย — พวกเขาค่อยๆ สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาแบบเงียบๆ ด้วยวิธีคิดที่แตกต่าง สร้างนิสัย ความเชื่อ และการตัดสินใจที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นออกจากคนทั่วไป พวกเขาไม่ได้แค่เก่งเรื่องเงิน แต่เก่งเรื่อง “วิธีคิด” ด้วย

และวิธีคิดแบบนั้นนี่แหละ คือหัวใจของหนังสือ The Millionaire Mind งานวิจัยสุดทรงพลังและเปิดโลกของ Thomas J. Stanley

ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นภาคต่อสุดเด็ดของ The Millionaire Next Door สแตนลีย์เจาะลึกลงไปอีกขั้น — ไม่ใช่แค่ว่าเศรษฐีใช้ชีวิตยังไง แต่พวกเขา “คิด” ยังไงต่างหาก เขาทำการสำรวจคนที่มีสินทรัพย์สูงในอเมริกาหลายร้อยคน และค้นพบลักษณะนิสัย ทางเลือก และรูปแบบชีวิตที่น่าประหลาดใจมาก ซึ่งเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของพวกเขา

สิ่งที่เขาค้นพบนั้น ท้าทายทุกอย่างที่เราเคยถูกบอกมาเกี่ยวกับความร่ำรวย เศรษฐีไม่ได้ฉลาดที่สุดในห้องเสมอไปนะ แต่พวกเขามีวินัยอย่างที่หาได้ยาก

พวกเขาไม่ได้ไล่ตามของแบรนด์เนมเพื่อโชว์สถานะ แต่พวกเขาให้คุณค่ากับ “อิสรภาพ” สุดๆ พวกเขาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการยอมรับจากภายนอก แต่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาที่จะควบคุมชีวิตตัวเอง มีความสบายใจ และมีอิสรภาพทางการเงิน

แล้วหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร?

เหมาะกับทุกคนที่อยากสร้างความมั่งคั่ง — ไม่ใช่แค่ด้วยตารางบัญชีและงบประมาณ แต่ด้วย “วิธีคิด” ที่ถูกต้อง ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกิจการ ครู ช่างซ่อมรถ หรือฟรีแลนซ์

บทเรียนใน The Millionaire Mind ก็เป็นพิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จทางการเงินที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอุปนิสัย ความกล้าหาญ และการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด

ในสรุปเล่มนี้ เราจะมาสำรวจประเด็นที่ทรงพลังที่สุดจากหนังสือกัน

  • ทำไมการเลือกคู่ครองที่ใช่ ถึงสำคัญกว่าตำแหน่งงานที่ดี?
  • ทำไมบ้านหลังเล็กๆ ถึงกลายเป็นทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ?
  • และทำไมเศรษฐีตัวจริงถึงชอบใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่โดดเด่น แต่กลับสร้างชีวิตที่มีเป้าหมายและเปี่ยมล้น?

แน่นอนเราเชื่อว่าสมัยนี้คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาอ่านหนังสือหนา 400 หน้าได้ ดังนั้นเนื้อหานี้ได้สรุปย่อยมาเอาใจความสำคัญว่าหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเรื่องอะไรให้คุณได้อ่านเข้าใจภายในเวลา 40 นาที ไม่เกินชั่วโมง

ถ้าคุณพร้อมจะเปลี่ยนจากการตามกระแสบริโภคนิยม ไปสู่การควบคุมชีวิตของตัวเอง เปลี่ยนจากความเครียดเป็นความมั่นคง และเปลี่ยนจากความเพ้อฝันเป็นอิสรภาพ — ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณจะก้าวเข้าไปในความคิดของเศรษฐีตัวจริง มาเริ่มกันเลย!


บทที่ 1: ทำความรู้จักกับ “วิธีคิดแบบเศรษฐี”

จะเป็นยังไงถ้าทุกอย่างที่คุณคิดว่ารู้เกี่ยวกับเศรษฐี มันผิดทั้งหมด? พวกเราส่วนใหญ่จะนึกภาพคนรวยเป็นพวกที่จบไอวีลีก ขับรถหรู อยู่ในคฤหาสน์มีรั้วรอบขอบชิด และทุ่มเงินหลายแสนซื้อเสื้อผ้าดีไซเนอร์ แต่งานวิจัยของ Thomas J. Stanley กลับพลิกภาพนั้นกลับหัวกลับหางเลย! ใน The Millionaire Mind เขาแนะนำให้เรารู้จักกับเศรษฐีอีกประเภทที่แตกต่างมาก — เงียบๆ มีวินัย ใช้ชีวิตติดดิน และที่น่าทึ่งคือ พวกเขามักจะถูกมองข้ามอีกด้วย บทนี้ไม่ใช่แค่บทเกริ่นนำธรรมดาๆ นะ — มันคือเสียงปลุกให้ตื่นจริงๆ

สแตนลีย์เปิดเรื่องด้วยการเฉลยว่า สิ่งที่เขาค้นพบไม่ได้มาจากวอลล์สตรีทหรือซิลิคอนวัลเลย์เลย ตรงกันข้าม เขาออกไปสำรวจและสัมภาษณ์เศรษฐีหลายร้อยคนทั่วอเมริกา — คนที่มีสินทรัพย์สุทธิ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ซึ่งหลายคนแทบไม่เคยมีเงินเดือนระดับหกหลักด้วยซ้ำ! คนเหล่านี้คือคุณหมอ เจ้าของธุรกิจเล็กๆ วิศวกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ค่อยๆ สร้างความมั่งคั่งทีละนิด อย่างมั่นคง ตลอดหลายสิบปี

และนี่คือประเด็นสำคัญที่สุด — ความมั่งคั่งของพวกเขาไม่ได้มาจากมรดกหรือถูกล็อตเตอรี่ แต่ถูกสร้างขึ้นมาจากพฤติกรรม ทางเลือก และวิธีคิดที่แตกต่างต่างหาก! สแตนลีย์เน้นย้ำคำที่เขาเรียกว่า “วิธีคิดแบบเศรษฐี” (millionaire mind) — มันไม่ใช่แค่เรื่องของความฉลาดหรือโชคดี แต่เป็นเรื่องของชุดค่านิยมและรูปแบบการคิดที่คอยชี้นำการตัดสินใจในแต่ละวัน โดยเฉพาะเรื่องการเงิน

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เศรษฐีพวกนี้แตกต่าง? มาดูคุณสมบัติเด่นๆ ที่สแตนลีย์ชี้ให้เห็นในบทเปิดเรื่องกัน

อย่างแรก — พวกเขามีวินัยสุดยอด พวกเขาใช้ชีวิตต่ำกว่ารายได้ของตัวเองมาก ลองนึกภาพคนขับโตโยต้าแคมรี่มือสองแทนที่จะขับเบนซ์เปล่งประกาย หรืออยู่ในย่านชุมชนธรรมดาๆ แทนที่จะอยู่คอนโดหรูใจกลางเมือง พวกเขาไม่ได้ไล่ตามสถานะ — พวกเขาไล่ตามอิสรภาพ!

อย่างที่สอง — พวกเขาเป็นนักตัดสินใจที่มั่นใจ แต่ไม่ใช่นักพนัน สแตนลีย์เล่าเรื่องเศรษฐีคนหนึ่งที่ใช้เวลาถึง 6 เดือนในการศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนอสังหาฯ มูลค่า 200,000 ดอลลาร์ ทำไมน่ะเหรอ? เพราะคนเหล่านี้ให้คุณค่ากับความปลอดภัยมากกว่าความเสี่ยง แม้ในตอนที่พวกเขาเสี่ยง ก็เป็นการเสี่ยงที่คำนวณมาแล้วเป็นอย่างดี

ต่อมา สแตนลีย์แนะนำแนวคิดที่ว่า “ความฉลาดไม่ใช่ทุกสิ่ง” จริงๆ แล้ว เศรษฐีหลายคนไม่เคยเป็นนักเรียนเก่งระดับท็อปด้วยซ้ำ คะแนน SAT และ GPA ของพวกเขามักจะอยู่ในระดับกลางๆ แต่พวกเขาเก่งในสิ่งที่สแตนลีย์เรียกว่า “ผลิตภาพทางเศรษฐกิจ” (economic productivity) หมายความว่าพวกเขามีฝีมือในการแปลงความรู้ให้กลายเป็นรายได้ เงินออม และการลงทุน พวกเขาไม่ได้พยายามจะเป็นคนฉลาดที่สุดในห้อง พวกเขาแค่พยายามจะเป็นคนที่ใช้เงินได้มีประสิทธิภาพที่สุดต่างหาก!

หนึ่งในเรื่องเล่าทรงพลังในบทนี้ คือเรื่องของชายชื่อพอล ผู้รับเหมาก่อสร้างเชิงพาณิชย์ พอลไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เขาเริ่มต้นจากการเป็นเด็กฝึกงาน ทำงานหนักหลายชั่วโมง เรียนรู้งานช่างของเขาจนทะลุปรุโปร่ง และในที่สุดก็เปิดบริษัทของตัวเอง

ทุกวันนี้เขามีทรัพย์สินมากกว่า 4 ล้านดอลลาร์ เมื่อสแตนลีย์ถามว่าอะไรที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ พอลตอบสั้นๆ ว่า “ผมทำงานหนักกว่าและบริการดีกว่าใครทุกคน” — นั่นคือธีมที่สแตนลีย์ย้ำซ้ำๆ ตลอดทั้งเล่ม เศรษฐีมีความ “ขยันแบบเอาจริง” ไม่ใช่ความขยันแบบโชว์ให้ใครเห็น แต่เป็นความขยันแบบนิ่งๆ ไม่หยุดหย่อน พวกเขายึดงบประมาณอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงหนี้บริโภค ลงทุนในตัวเอง และไม่กลัวที่จะอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

อีกหนึ่งข้อมูลเชิงลึกสุดเซอร์ไพรส์จากบทนี้ คือวิธีที่เศรษฐีเหล่านี้นิยามคำว่า “ความสำเร็จ” — มันไม่ใช่เรื่องของเงินเดือนที่สูงปรี๊ดหรือการมีบ้านหลังที่สอง! แต่กลับเป็นเรื่องของการมีความสบายใจ ความมั่นคงทางการเงิน และอิสระจากความกังวล สแตนลีย์เรียกสิ่งนี้ว่า “การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ” (economic self-sufficiency) สำหรับคนเหล่านี้ ความมั่งคั่งที่แท้จริงหมายถึงการไม่ต้องพึ่งพาใคร — โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาล นายจ้าง หรือแม้แต่ลูกของตัวเอง

ทีนี้มาคุยเรื่อง “ความกลัว” กันบ้าง เพราะสแตนลีย์ก็พูดถึง เขาอธิบายว่าเศรษฐีหลายคนไม่ได้โตมาแบบคนรวย จริงๆ แล้ว หลายคนโตมาในครอบครัวที่จนหรือชนชั้นกลาง แต่แทนที่จะปล่อยให้ความกลัวความล้มเหลวมาหยุดพวกเขา พวกเขากลับใช้มันเป็นเชื้อเพลิงต่างหาก! พวกเขากลัวที่จะถังแตกมากกว่ากลัวที่จะลองแล้วล้มเหลว — และนี่คือความแตกต่างทางความคิดที่สำคัญมาก

ในส่วนหนึ่งของบทนี้ สแตนลีย์แชร์ข้อมูลจากแบบสำรวจของเศรษฐีที่ตอบคำถามแสบๆ ว่า “คุณจะบอกอะไรกับคนหนุ่มสาวสมัยนี้ ถ้าพวกเขาอยากเป็นอิสระทางการเงิน?” และคำตอบยอดฮิต 3 อันดับแรกก็คือ:

  1. หลีกเลี่ยงหนี้สินเหมือนกับโรคระบาด
  2. แต่งงานกับคนที่ใช่
  3. ถ้าทำได้ ก็เป็นเจ้านายตัวเอง

ข้อสองนี่สิ — “แต่งงานกับคนที่ใช่” — ดูเหมือนจะแปลกๆ สำหรับหนังสือการเงิน แต่ปรากฏว่ามันเป็นตัวบ่งชี้ความมั่งคั่งที่ทรงพลังมาก! สแตนลีย์เกริ่นในบทนี้ว่า เศรษฐีที่ประสบความสำเร็จมักเลือกคู่ครองที่สนับสนุนนิสัยประหยัดและการวางแผนระยะยาว เราจะเจาะลึกเรื่องนี้ในบทต่อๆ ไป

แถมยังมีกระแสใต้น้ำที่หนักแน่นเกี่ยวกับค่านิยมแบบอเมริกันที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สแตนลีย์เตือนว่าวัฒนธรรมบริโภคนิยมในปัจจุบัน ผลักดันให้คน “แกล้งทำตัวเป็นคนรวย” แทนที่จะ “สร้างความรวยขึ้นมาจริงๆ” บัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ แบรนด์เนม — สิ่งเหล่านี้คือกับดัก ไม่ใช่เครื่องมือ! และวิธีคิดแบบเศรษฐีนั้นจะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ ตรงกันข้าม มันให้คุณค่ากับความเป็นอิสระ การควบคุมตัวเอง และความเรียบง่าย

สแตนลีย์ถึงกับแซะนักการเงินผู้เชี่ยวชาญที่ชอบเสนอกลยุทธ์การลงทุนซับซ้อนหรือหุ้นเด่นตามเทรนด์ เขาบอกว่าเศรษฐีส่วนใหญ่จริงๆ แล้ว เป็น “นักลงทุนน่าเบื่อ” ต่างหาก! พวกเขาชอบการเติบโตระยะยาวแบบอนุรักษ์นิยม กองทุนรวม กองทุนดัชนี (index fund) อสังหาฯ ปล่อยเช่า — มากกว่าจะวิ่งไล่ตามของฮิตตัวต่อไป ฟังดูไม่หวือหวาเลยใช่ไหม? แต่มันได้ผลจริงๆ!

เพื่อสรุปบทนี้ สแตนลีย์เสนออุปมาอุปไมยที่ทรงพลัง — “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ” เราทุกคนมีเครื่องยนต์นี้กันคนละหนึ่งเครื่อง คำถามก็คือ เรากำลังบำรุงรักษาและจูนมันทุกวัน หรือเรากำลังทำให้มันดับ ด้วยนิสัยแย่ๆ การใช้จ่ายตามอารมณ์ และหนี้สิน?

คนที่ถูกถ่ายทอดในหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่ดาราหรือ CEO ของบริษัทพันล้าน พวกเขาคือเพื่อนบ้านของคุณ คุณหมอฟันของคุณ ผู้ชายที่เป็นเจ้าของกิจการประปาฝั่งตรงข้ามถนน — แต่พวกเขาเชี่ยวชาญในการขับเคลื่อน “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ” ของชีวิตตัวเอง

สรุปได้ว่า บทนี้คือการปูพื้น มันท้าทายข้อสมมติที่เรามี และมันกล้าตั้งคำถามกับเราว่า — “จะเป็นยังไงถ้าการสร้างความมั่งคั่ง ไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นอัจฉริยะ แต่เกี่ยวกับการสม่ำเสมอ การมีเจตจำนง และการมีค่านิยมที่ขับเคลื่อนเรา?”

อย่างที่สแตนลีย์กล่าวไว้ว่า “เศรษฐีข้างบ้านตัวจริง คงไม่ทำให้คุณประทับใจด้วยเสื้อผ้า รถยนต์ หรือรูปถ่ายทริปเที่ยวหรอก แต่สิ่งที่พวกเขามีนั้น น่าประทับใจกว่ามากนัก — ความสบายใจ เวลา อิสรภาพ และพลังเงียบๆ ของการรู้ว่าพวกเขาไม่ต้องทำงานหากไม่อยากทำ” — และนั่นแหละคือความมั่งคั่งที่คุ้มค่ากับการไล่ตามจริงๆ!

บทที่ 2: ปัจจัยสู่ความสำเร็จ

ถ้าให้คุณลองลิสต์คุณสมบัติเด่นๆ ที่ทำให้คนเรากลายเป็นเศรษฐีได้ คุณจะนึกถึงอะไรบ้างครับ? ความฉลาดหลักแหลม? ใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง? หรือการเริ่มต้นสร้างตัวตั้งแต่อายุน้อยๆ?

แต่เชื่อไหมครับว่า งานวิจัยของ โทมัส เจ. สแตนลีย์ (Thomas J. Stanley) กลับเปิดเผยบางสิ่งที่น่าประหลาดใจกว่านั้นเยอะ และพูดตามตรงเลยนะ… มันเป็นอะไรที่พวกเราเอื้อมถึงได้ง่ายกว่านั้นมาก ในบทนี้ สแตนลีย์ได้เจาะลึกถึงคุณลักษณะจริงๆ ที่บรรดาเศรษฐีสร้างตัว (Self-made millionaires) บอกว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จ และข่าวดีก็คือ… ไม่มีข้อไหนเลยที่คนธรรมดาๆ อย่างเราจะทำไม่ได้

สแตนลีย์เริ่มต้นด้วยการแชร์ผลสำรวจที่เขาทำกับเศรษฐีหลายร้อยคน เขาถามคำถามง่ายๆ ว่า “อะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จอันดับต้นๆ ในชีวิตของคุณ?” คำตอบที่ได้กลับไม่ใช่เรื่องของโชค พรสวรรค์ หรือไอคิวสูงปรี๊ด แต่คำตอบที่พบบ่อยที่สุดกลับกลายเป็น: การซื่อสัตย์กับทุกคน, การมีวินัย, การเข้ากับคนอื่นได้ดี, การมีคู่ชีวิตที่คอยสนับสนุน และการทำงานหนักกว่าคนทั่วไป

เอาล่ะ เรามาเจาะลึกแต่ละข้อกันดีกว่าครับ

ความซื่อสัตย์กับทุกคน มาเป็นอันดับหนึ่งเลย ซึ่งมันสำคัญมากๆ เศรษฐีเหล่านี้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ใครๆ ก็ไว้ใจได้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้รับเหมา เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หมอ หรือเจ้าของแฟรนไชส์ พวกเขาไม่เคยลักไก่หรือลดสเปกงาน ผลก็คือลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ มีการบอกต่อ และสุดท้าย “ความไว้วางใจ” นี่แหละที่แปรเปลี่ยนเป็น “ความมั่งคั่ง”

ต่อมาคือ ความมีวินัย วินัยในที่นี้หมายถึงการทำตามงบประมาณอย่างเคร่งครัด การหลีกเลี่ยงการก่อหนี้บริโภค การตื่นเช้า และการก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ สแตนลีย์เล่าเรื่องของนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์คนหนึ่ง

ซึ่งในช่วงแรกๆเขาจะไปโผล่ที่ไซต์ก่อสร้างตอนหกโมงเช้าพร้อมกับกาแฟสำหรับคนงานเสมอ ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก เขาก็จะไปอยู่ที่นั่น วินัยที่ทำซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นปีๆ นี่แหละที่ทบต้นจนกลายเป็นเงินล้าน

การเข้ากับคนอื่นได้ดี อาจจะฟังดูไม่เหมือนพลังวิเศษทางการเงินสักเท่าไหร่ แต่มันใช่เลยล่ะครับ เศรษฐีพวกนี้ไม่ได้เป็นคนชอบเข้าสังคมจ๋าไปซะทุกคนหรอกนะ แต่พวกเขามีทักษะในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาได้

สแตนลีย์เน้นย้ำว่า ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) การรู้จักรับฟัง การเจรจาต่อรอง และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง คือคุณสมบัติที่พบได้เสมอในหมู่คนรวย ลองคิดดูสิครับ คนเราย่อมชอบทำธุรกิจกับคนที่ตัวเองไว้ใจและรู้สึกถูกชะตาด้วยอยู่แล้ว

ถัดมาคือ การมีคู่ชีวิตที่คอยสนับสนุน นี่อาจจะเป็นปัจจัยสร้างเศรษฐีที่คนมักจะมองข้ามมากที่สุดเลยก็ว่าได้ กลุ่มตัวอย่างของสแตนลีย์พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การที่คู่ชีวิตมีค่านิยมตรงกัน รู้จักประหยัด มองการณ์ไกล และคอยเป็นกำลังใจให้ คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ มันยากนะครับที่จะสร้างความมั่งคั่ง ถ้าคนนึงพยายามเก็บหอมรอมริบ แต่อีกคนกลับผลาญเงินไปกับของที่อยากได้ชั่ววูบ อันที่จริง สแตนลีย์ชี้ให้เห็นเลยว่า การเลือกคู่ชีวิตที่ถูกต้อง อาจจะเป็นหนึ่งในการตัดสินใจทางการเงินที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเราเลยล่ะ

และสุดท้าย การทำงานหนักกว่าคนทั่วไป ไม่ใช่แค่การทำงานหลายชั่วโมงเพื่อแลกเงินเพิ่มนะครับ แต่เป็นการทำงานอย่างชาญฉลาดและสม่ำเสมอ เศรษฐีเหล่านี้ไม่เคยเกี่ยงที่จะลงมือทำเองให้เปื้อน ตัวอย่างหนึ่งคือเศรษฐีเจ้าของธุรกิจทำความสะอาดพรม เขาเริ่มต้นจากรถตู้คันเดียวและลงมือทำงานทุกอย่างด้วยตัวเองตลอด 3 ปีเต็ม ไม่เว้นแม้วันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือดึกดื่นค่ำมืด จนในที่สุด ชื่อเสียงและคุณภาพงานของเขาก็ทำให้ธุรกิจขยายตัวได้ และทุกวันนี้ เขากลายเป็นเจ้าของเครือข่ายแฟรนไชส์ระดับภูมิภาคไปแล้ว

ทีนี้ มาถึงจุดที่น่าสนใจสุดๆ ครับ สแตนลีย์ได้นำแนวคิดแบบเศรษฐีเหล่านี้ ไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าทำให้คนรวย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเรื่องของโชค ความฉลาด หรือมรดกตกทอด

แต่ข้อมูลกลับพิสูจน์ให้เห็นในทางตรงกันข้ามเลย กุญแจสำคัญที่แท้จริงคือ ‘พฤติกรรม’ ต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น ความซื่อสัตย์ วินัย ความสัมพันธ์ จรรยาบรรณในการทำงาน และการสนับสนุนจากครอบครัว เขายังอ้างอิงถึงงานวิจัยที่พบว่า เศรษฐีหลายคนเคยเป็นแค่นักเรียนเกรด C หรือ B ด้วยซ้ำ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีผลการเรียนระดับท็อป

สแตนลีย์ให้เหตุผลว่า ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมมักจะให้รางวัลกับการท่องจำและการทำข้อสอบเก่ง มากกว่าการคิดแบบผู้ประกอบการหรือความเป็นผู้นำ ซึ่งสองอย่างหลังนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เศรษฐีหลายคนเติบโตอย่างก้าวกระโดด

อีกหนึ่งข้อคิดที่ทรงพลังมากจากบทนี้คือ ความแตกต่างระหว่างการเป็น “คนที่มุ่งเน้นแต่เป้าหมาย” (Goal-oriented) กับ “คนที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการ” (Process-oriented) เศรษฐีไม่ได้แค่นั่งตั้งเป้าว่า ‘ฉันจะต้องมีเงินล้าน’ แต่พวกเขาสร้างระบบ สร้างนิสัยประจำวัน ทำงบประมาณ และวางโมเดลธุรกิจที่จะช่วยผลักดันให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ มันไม่ใช่เรื่องของการรวยข้ามคืน แต่มันคือการลงมือทำซ้ำๆ ทุกวี่ทุกวัน

สแตนลีย์เล่าเรื่องราวที่น่าประทับใจของชายคนหนึ่งชื่อ โจ ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่ายร้านฮาร์ดแวร์ขนาดเล็ก โจไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่เขาเริ่มทำงานในร้านค้าปลีกตั้งแต่อายุ 16 หลายปีผ่านไป เขาได้เรียนรู้เรื่องการจัดการสต็อกสินค้า การบริการลูกค้า และสุดท้ายก็คือการเงินธุรกิจ เขาเก็บออมเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย และซื้อร้านแรกของตัวเองได้ตอนอายุ 30 ต้นๆ ตอนที่สแตนลีย์สัมภาษณ์เขาในวัย 60 กว่าๆ โจมีทรัพย์สินถึง 7.5 ล้านดอลลาร์ และยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ เรียบง่ายหลังเดิมที่เขาซื้อเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

นั่นแหละครับคือแก่นแท้ของบทนี้: ความมั่งคั่งสร้างขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปบนพื้นฐานของ “อุปนิสัย” ไม่ใช่ “เสน่ห์ดึงดูด”

นอกจากนี้ สแตนลีย์ยังสังเกตเห็นว่า เศรษฐีหลายคนเป็นนักตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม พวกเขาไม่ได้ถูกแช่แข็งอยู่กับที่เพราะความกลัวหรือความต้องการความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) พวกเขาแค่รวบรวมข้อมูลให้มากพอ ประเมินความเสี่ยง แล้วก็ลงมือทำ และถ้าพลาด พวกเขาก็แค่ปรับแก้ เรียนรู้จากมัน แล้วก้าวต่อไป

แต่หนึ่งในมุมมองที่ลึกซึ้งที่สุดมาในช่วงท้ายๆ ของบทครับ นั่นคือ “เศรษฐีเชื่อว่าพวกเขาเป็นคนควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง” พวกเขาไม่มานั่งโทษรัฐบาล โทษเศรษฐกิจ หรือโทษภูมิหลังครอบครัว พวกเขายืดอกรับผิดชอบชีวิตตัวเองเต็มร้อย แค่มี Mindset ตรงนี้อย่างเดียว ก็เป็นตัวพลิกเกมชีวิตได้แล้วครับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น และเอาไปปรับใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ นี่คือประเด็นสำคัญที่คุณสามารถหยิบไปทำตามได้เลยครับ:

  • สร้างความไว้วางใจในทุกความสัมพันธ์: ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจส่วนตัวหรือเป็นพนักงานประจำเข้างาน 9 โมงเลิก 5 โมง จำไว้ว่าคนเรายินดีจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับความซื่อสัตย์สุจริต
  • ฝึกวินัยในเรื่องเล็กๆ: วิธีที่คุณทำสิ่งเล็กๆ ก็คือวิธีที่คุณจะทำกับทุกสิ่ง จงทำตามงบประมาณให้ได้ ไปให้ตรงเวลา และรักษาคำพูด
  • ดูแลความสัมพันธ์ใกล้ตัวให้ดี: โดยเฉพาะกับคู่ชีวิตหรือพาร์ทเนอร์ของคุณ ปรับค่านิยมและเป้าหมายทางการเงินให้ไปในทิศทางเดียวกัน
  • ทำงานให้หนัก แต่ต้องฉลาดด้วย: โฟกัสไปที่สิ่งที่จะสร้างผลลัพธ์สูง (High leverage) ซึ่งจะสร้างมูลค่าในระยะยาว
  • เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง: เศรษฐีไม่รอให้ใครมาอนุญาต พวกเขาตัดสินใจแล้วก้าวเดินหน้าต่อไป

ในท้ายที่สุด สแตนลีย์ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนเลยว่า “กรอบความคิดแบบเศรษฐี” ไม่ได้ถูกสงวนไว้สำหรับพวกชนชั้นนำหรือคนดวงดีเท่านั้น แต่มันคือชุดของพฤติกรรมและทัศนคติที่สามารถเรียนรู้กันได้ ซึ่งใครก็ตาม… ใช่ครับ ‘ทุกคน’ สามารถนำไปปรับใช้ได้

และทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการเลือก ‘ค่านิยม’ ที่ถูกต้องเพื่อนำทางชีวิตของคุณ เพราะเมื่อถึงจุดจบของวัน ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณเริ่มต้นจากตรงไหน แต่มันอยู่ที่นิสัยที่คุณสร้างขึ้น ผู้คนรอบตัวที่คุณเลือกคบหา และ Mindset ที่คุณพกติดตัวไปในทุกๆ การตัดสินใจต่างหากล่ะครับ

บทที่ 3: วัยเรียน

บทที่ 3: การศึกษามีผลหรือไม่

จะเป็นยังไงครับ ถ้าการเป็นแค่นักเรียนธรรมดาๆ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเป็นเศรษฐีเลย? เผลอๆ มันอาจจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณซะด้วยซ้ำ!

ในบทที่ 3 ของหนังสือ The Millionaire Mind โทมัส เจ. สแตนลีย์ จะมาฉีกหน้ากากความเชื่อที่ว่า เกรดสวยๆ กับโรงเรียนหรูๆ คือใบเบิกทางสู่ความสำเร็จทางการเงิน ตรงข้ามกับที่คนทั่วไปเชื่อกันเลยครับ

เศรษฐีที่สร้างตัวขึ้นมาเองส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นเด็กเรียนเก่งระดับท็อป หลายคนได้แค่เกรด B หรือแม้แต่ C ไม่ได้เรียนจบเกียรตินิยม หรือเรียนมหาวิทยาลัยระดับไอวี่ลีกด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็สร้างความมั่งคั่งมหาศาลได้ด้วยความกัดไม่ปล่อย ความฉลาดแบบลงมือทำจริง และการตัดสินใจทางการเงินที่เฉียบแหลม

สแตนลีย์เริ่มจากการขุดลึกประวัติการศึกษาของเศรษฐีหลายร้อยคน ปรากฏว่ามีไม่ถึง 20% ที่เป็นเด็กหัวกะทิของห้อง และยิ่งมีน้อยคนเข้าไปอีกที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยดังๆ หลายคนเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐ วิทยาลัยชุมชน หรือบางคนก็ไม่ได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่พวกเขาขาดหายไปในเรื่องความโดดเด่นทางวิชาการ พวกเขาก็เอาความมุ่งมั่นและไหวพริบการเอาตัวรอดมาทดแทน

มีผู้ชายคนหนึ่งที่สแตนลีย์ยกมาเป็นตัวอย่าง เขาเป็นผู้รับเหมาทำหลังคาเชิงพาณิชย์ที่มีทรัพย์สินกว่า 10 ล้านดอลลาร์ เขาเรียนจบม.ปลายมาแบบถูๆ ไถๆ ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย แถมยังมีปัญหาเรื่องความบกพร่องในการอ่านเขียน (Dyslexia) อีกต่างหาก

แต่เขาเป็นนักแก้ปัญหาตัวยง แถมยังมีพรสวรรค์ติดตัวในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์และการจัดการลูกน้อง หลายปีผ่านไป กิจการเล็กๆ ของเขาก็เติบโตเป็นบริษัทระดับหลายล้านดอลลาร์ได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่เคยเรียนจบด้านธุรกิจมาเลย

นี่แหละครับคือประเด็นหลักที่เจอบ่อยมากในบทนี้ นั่นคือ “ความฉลาดเอาตัวรอด (Street smarts) สำคัญกว่าความรู้ในตำรา (Book smarts)” สแตนลีย์บัญญัติคำขึ้นมาคำนึง นั่นคือ “ความฉลาดเชิงปฏิบัติ” (Practical intelligence) มันคือความฉลาดประเภทที่วัดผลไม่ได้ด้วยข้อสอบมาตรฐาน

แต่มันคือการรู้ว่าต้องอ่านคนยังไง แก้ปัญหาในโลกความเป็นจริงแบบไหน และจะเปลี่ยนกำไรเล็กๆ น้อยๆ ให้กลายเป็นกิจการที่เติบโตได้ยังไง เศรษฐีเหล่านี้เรียนรู้จากการลงมือทำมากกว่าการนั่งท่องจำ พวกเขาให้ความสำคัญกับการลงมือทำมากกว่าทฤษฎี

และนี่คือจุดที่มันน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกครับ พอถูกถามว่าวิชาอะไรสำคัญที่สุดที่เคยเรียนมาในโรงเรียน เศรษฐีส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึงคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวรรณกรรมเลย แต่พวกเขาพูดถึงวิชาทักษะการสื่อสาร บัญชีเบื้องต้น และวิชาการงานอาชีพ มีเศรษฐีคนนึงพูดไว้ง่ายๆ เลยว่า “โรงเรียนไม่เคยสอนวิธีเจรจาต่อรอง วิธีจ้างคน หรือวิธีบริหารธุรกิจให้ผมเลย ผมเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นจากชีวิตจริงต่างหาก”

อีกประเด็นสำคัญที่สแตนลีย์เน้นย้ำก็คือ ความแตกต่างระหว่างการมี “ความรู้” กับการมี “ใบปริญญา” แค่ใครสักคนมีใบปริญญา ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะมี Mindset หรือทักษะที่จำเป็นในการสร้างความมั่งคั่ง

เขาอธิบายว่า เศรษฐีมักจะเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต พวกเขาอ่านหนังสือธุรกิจ ไปสัมมนา และเอาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ กับที่ปรึกษา (Mentor) เก่งๆ แต่พวกเขาไม่ได้บ้าคลั่งยึดติดกับตำแหน่งหรือใบประกาศนียบัตร พวกเขาโฟกัสไปที่การหาความรู้ที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อสอบให้ผ่าน

ลองดูตัวอย่างเศรษฐีอีกคนในหนังสือที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยหลังจากเรียนไปแค่ 2 ปี เพื่อมาเปิดบริษัทรับจัดสวน ใครๆ ก็บอกว่านั่นเป็นไอเดียที่แย่มาก แต่เขากลับศึกษาคู่แข่ง ตัดราคา และให้บริการลูกค้าที่ดีกว่า ทุกวันนี้ เขาเป็นเจ้าของเครือข่ายบริษัทที่ครอบคลุมถึง 3 รัฐ และผู้จัดการส่วนใหญ่ที่ทำงานให้เขาในตอนนี้ ก็คือคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยทั้งนั้นเลยครับ

สแตนลีย์ยังแตะเรื่องของการเป็นผู้ประกอบการ ว่าเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่สำคัญมาก เศรษฐีหลายคนที่เขาศึกษา เริ่มทำงานพิเศษหรือหาเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ว่าจะเป็นการส่งหนังสือพิมพ์ ตัดหญ้า หรือขายขนม ธุรกิจเล็กๆ พวกนี้สอนให้พวกเขารู้จักเรื่องเงิน เรื่องวินัย และเรื่องความเสี่ยง ในแบบที่โรงเรียนไม่มีทางสอนได้ และบทเรียนเหล่านี้ก็ติดตัวพวกเขาไปนานกว่าทุกสิ่งที่พวกเขาเคยเรียนรู้จากในตำราซะอีก

แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้หรอกนะ มันเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขา ‘เชื่อ’ ด้วย สิ่งที่โดดเด่นมากในบทนี้คือ ความเชื่อที่บรรดาเศรษฐีมีต่อตัวเอง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นแค่นักเรียนธรรมดาๆ แต่พวกเขาไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาๆ เลย พวกเขาเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองว่าจะต้องหาทางออกได้เสมอ และพวกเขาไม่ยอมให้เกรดมากำหนดชีวิตตัวเอง

สแตนลีย์นำเสนอคอนเซ็ปต์ที่ทรงพลังมากตรงนี้ นั่นคือ “ความล้มลุกคลุกคลานในยามที่ผลงานไม่เข้าเป้า” (Resilience in the face of underachievement) หรือความยืดหยุ่นทางใจ เศรษฐีหลายคนเคยเจอความล้มเหลวเรื่องการเรียน

แต่แทนที่จะเก็บเอาความล้มเหลวนั้นมากดทับตัวเอง พวกเขากลับเปลี่ยนมันเป็นแรงผลักดัน (chip on their shoulder) ความปรารถนาที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าคนอื่นคิดผิด กลายมาเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ในขณะที่คนอื่นลอยชายไปตามใบปริญญา พวกเขากลับดิ้นรนแทบตายเพื่อสร้างบางสิ่งที่มีความหมายขึ้นมา

นอกจากนี้ ยังมีบทเรียนสำคัญสำหรับพ่อแม่และนักการศึกษาด้วย สแตนลีย์เตือนว่า การกดดันเด็กมากเกินไปเพื่อให้ได้เกรดสมบูรณ์แบบนั้น จริงๆ แล้วมันอาจจะส่งผลเสียย้อนกลับได้ แทนที่จะทำแบบนั้น เขาแนะนำให้ส่งเสริมคุณลักษณะต่างๆ เช่น ความเพียรพยายาม ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบ… (และพอพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์แล้วล่ะก็…)

“เธอไม่เคยขอให้ผมซื้ออะไรให้เลย นั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงยอมซื้อทุกอย่างให้เธอ”

ประโยคสั้นๆ เรียบง่ายแค่นี้ แต่กลับสรุปความจริงแก่นแท้ของกรอบความคิดแบบเศรษฐีเอาไว้ได้หมดจดเลยครับ ความรู้สึกขอบคุณและการรู้จักยับยั้งชั่งใจ เอาชนะความรู้สึกที่ว่า ‘ฉันสมควรได้รับมัน’ (Entitlement) ได้เสมอ

สแตนลีย์พูดถึงความเข้ากันได้ทางเศรษฐกิจระหว่างคู่ชีวิต ว่าเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จทางการเงิน คู่รักที่คุยเรื่องเงินกันอย่างเปิดเผย ตั้งเป้าหมายร่วมกัน และตัดสินใจเรื่องเงินด้วยกัน มักจะทำผลงานได้ดีกว่าคู่ที่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้หรือคนช่างทะเลาะกัน อันที่จริง เศรษฐีหลายคนบอกเลยว่า การสื่อสารเรื่องการเงินกันอย่างตรงไปตรงมา คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาไม่หลงทางและสร้างความมั่งคั่งเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

มันมีประเด็นที่พูดซ้ำไปซ้ำมาในบทนี้เลยครับ นั่นก็คือ เศรษฐีมักจะแต่งงานกับคนที่รู้จักประหยัด คู่ชีวิตของพวกเขามักจะเป็นคนคอยดูแลบัญชีรายรับรายจ่าย มองหาของที่คุ้มค่า ไม่บ้าของแบรนด์เนมเพื่ออวดรวย และให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่า’ มากกว่า ‘ความหรูหรา’ สแตนลีย์ยกตัวอย่างคู่สามีภรรยาเศรษฐีคู่หนึ่ง ที่ทุกวันนี้ก็ยังนั่งตัดคูปองส่วนลดและขับรถคันเก่า ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีเงินนะ แต่เพราะพวกเขารู้สึกจริงๆ ว่ามันไม่มีความจำเป็นต้องอัปเกรดเปลี่ยนใหม่เลย

ที่น่าสนใจก็คือ เศรษฐีในการศึกษานี้ ไม่ได้มองหาคู่ชีวิตที่รวยอยู่แล้ว แต่มองหาคนที่ไว้ใจได้ ติดดิน และขยันทำงาน พูดง่ายๆ ก็คือ มองหาคนที่มี “ค่านิยม” ตรงกัน ไม่ใช่คนที่มีตัวเลขในบัญชีเท่ากัน

และนี่คือจุดหักมุมที่น่าเซอร์ไพรส์ครับ คนรวยหลายคนยกเครดิตให้คู่ชีวิตตัวเองเลยนะ ที่คอยดึงสติไม่ให้พวกเขาตัดสินใจเรื่องเงินแบบโง่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนที่เสี่ยงเกินไป การซื้อของหรูหราที่ไม่จำเป็น หรือแม้แต่การรับงานหนักเกินไปจนเบิร์นเอาท์ คู่ชีวิตของพวกเขานี่แหละที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องเบรกทางอารมณ์และการเงิน คอยช่วยให้พวกเขาช้าลงและกลับมาโฟกัสได้ถูกจุด

สแตนลีย์ยังพาไปสำรวจแนวคิดที่ว่า การแต่งงานเนี่ย ถ้ามันเวิร์ค มันก็คือ “พลังทวี (Leverage) ทางการเงิน” รูปแบบหนึ่งเลย คนสองคนที่ร่วมมือกัน เอาทรัพยากรมารวมกัน ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เฟ้อไปตามไลฟ์สไตล์ และเลี้ยงดูลูกด้วยหลักการทางการเงินแบบเดียวกัน ย่อมมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งที่ส่งต่อได้หลายชั่วอายุคนได้มากกว่าแน่นอน

ในทางกลับกัน คนโสดมักจะเจองานหินกว่าในการเก็บเงิน ลงทุน และสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะเวลาที่พวกเขาไม่มีคู่ชีวิตคอยซัพพอร์ตในช่วงที่ต้องเปลี่ยนงาน เจอวิกฤตครอบครัว หรือรับความเสี่ยงทางธุรกิจ

มีเรื่องเล่าที่น่าจดจำเรื่องนึงในบทนี้ครับ เป็นเรื่องของผู้ชายที่ชื่อ เรย์ เจ้าของบริษัทระบบปรับอากาศ (HVAC) ที่ประสบความสำเร็จมาก ในช่วงแรกๆ เขาเกือบจะล้มละลายเพราะไปรับงานที่ได้สัญญาไม่ดีหลายงานติด เขาถอดใจและพร้อมจะเลิกทำเพื่อกลับไปทำงานประจำแล้ว

แต่ภรรยาของเขาที่เป็นคนดูแลบัญชี เกลี้ยกล่อมให้เขาทนสู้อีกนิด เธอจัดการตัดลดค่าใช้จ่าย รวบตึงงานแอดมินมาทำเองหมด และช่วยเจรจาต่อรองให้ได้ราคาซัพพลายเออร์ที่ถูกลง 3 ปีต่อมา ธุรกิจของเขาก็เติบโตเป็นพลุแตก เรย์บอกว่า “ถ้าวันนั้นเธอไม่เชื่อมั่นในตัวผม ทั้งๆ ที่ผมเองยังไม่เชื่อในตัวเองเลย เราคงไม่มีทางเป็นเศรษฐีได้ในวันนี้”

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกในงานวิจัยของสแตนลีย์เลยครับ มันเป็นเรื่องปกติมาก อันที่จริง ประโยคที่บอกว่า “คู่ชีวิตเชื่อมั่นในตัวฉัน ก่อนที่ฉันจะเชื่อมั่นในตัวเองซะอีก” เป็นประโยคที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชีวิตคู่แบบนี้เป็นทั้งพาร์ทเนอร์ทางความรู้สึกและพาร์ทเนอร์ทางการเงินในระดับที่เท่าๆ กันเลยล่ะครับ

ทีนี้ สแตนลีย์ก็ระวังที่จะชี้ให้เห็นว่า การเลือกคู่ชีวิตที่ใช่ ไม่ได้หมายถึงการหาคนที่เพอร์เฟกต์ไร้ที่ติ แต่มันหมายถึงการหาคนที่มีค่านิยมเข้ากันได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ

  • พวกเขาชอบออมมากกว่าใช้จ่ายหรือเปล่า?
  • เขาวางแผนอนาคตไหม?
  • เขาเป็นคนใจกว้างแต่ไม่สุรุ่ยสุร่ายใช่หรือไม่?
  • เขาภูมิใจที่ได้มีความรับผิดชอบทางการเงินหรือเปล่า?

ถ้าคำตอบคือ ‘ใช่’ แสดงว่าคุณกำลังสร้างชีวิตกับเพื่อนร่วมทีมในระยะยาว ไม่ใช่กับศัตรูทางการเงิน

ในทางมุมกลับ สแตนลีย์ก็ยกตัวอย่างคนที่มีรายได้สูงปรี๊ด แต่กลับดิ้นรนสร้างความมั่งคั่งไม่ได้สักที เพียงเพราะคู่ชีวิตเอาแต่ใช้เงินเกินตัว หรือคอยพังแผนการเงินอยู่เรื่อย คนกลุ่มนี้มักจะพบว่าตัวเองติดอยู่ในวงจรของหนี้สิน ความเครียด และความคับข้องใจ ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะรายได้ของพวกเขานะ แต่เป็นเพราะรูปแบบความสัมพันธ์ของพวกเขาต่างหาก

มีข้อความสำคัญฝากถึงคนที่ยังไม่ได้แต่งงานด้วยครับ “ใคร” ที่คุณเลือกมาเป็นคู่ชีวิต สำคัญยิ่งกว่าเรื่องไหนๆ แทบทั้งหมด สแตนลีย์แนะนำให้มองการแต่งงานเหมือนการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ เพราะจริงๆ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นแหละ

คุณกำลังสร้างชีวิตไปด้วยกัน คุณกำลังบริหารเศรษฐกิจในครัวเรือน คุณกำลังลงทุนด้วยเวลา พลังงาน และเงินทุน และแน่นอน เหมือนกับการทำธุรกิจเลยครับ “ความเข้ากันได้” คือหัวใจสำคัญ

นี่คือคุณลักษณะบางอย่างที่กลุ่มเศรษฐีของสแตนลีย์บอกว่าเป็นลักษณะของคู่ชีวิตที่เหมาะสมกับการสร้างความมั่งคั่ง:

รู้จักประหยัดและมีความรับผิดชอบ, ซื่อสัตย์และคอยซัพพอร์ตทางอารมณ์, จริงใจและพึ่งพาได้, ยืดหยุ่นและเข้มแข็งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก, ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้ และยินดีลงแรงเพื่อเป้าหมายระยะยาว

ในช่วงท้ายบท สแตนลีย์ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐีหลายคนบอกว่าคู่ชีวิตคือคนคนเดียวที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความเสียสละของพวกเขาในการสร้างความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นการอดหลับอดนอนทำงาน อดไปเที่ยวพักผ่อน หรือต้องใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะมาหลายปี ความเสียสละเหล่านั้นมันทนได้ง่ายขึ้นเยอะเมื่อทำร่วมกัน

ชายคนหนึ่งแชร์ว่า “ผมคงไม่มีทางสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้ถ้าไม่มีภรรยา เธอเห็นในสิ่งที่ผมเห็น ในตอนที่คนอื่นไม่เห็นอะไรเลย” สแตนลีย์บอกเลยว่า วิสัยทัศน์ที่แชร์ร่วมกันแบบนี้แหละครับ… ประเมินค่าไม่ได้เลยจริงๆ

เพื่อปิดท้าย เขาฝากข้อคิดไว้ว่า ความสำเร็จทางการเงินไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน แต่มันคือเรื่องของ “ทิศทางที่สอดคล้องกัน” (Alignment) เมื่อคนสองคนมองเห็นภาพเดียวกัน ผลักดันไปในทิศทางเดียวกัน และคอยเป็นกำลังใจให้กัน พวกเขาจะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครหยุดได้เลยครับ

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะแต่งงานแล้ว กำลังวางแผนจะแต่ง หรือแค่อยากทบทวนความสัมพันธ์ที่ผ่านมา บทนี้จะท้าทายให้คุณคิดทบทวนให้ลึกซึ้ง ถึงบทบาทของคนใกล้ชิดคุณที่สุด ว่ามีผลต่อชีวิตทางการเงินของคุณยังไง เพราะความจริงก็คือ คู่ชีวิตที่ใช่ จะไม่ได้แค่สนับสนุนเส้นทางการสร้างความมั่งคั่งของคุณเท่านั้น แต่พวกเขาจะช่วยสร้าง ‘ชีวิตและมรดก’ ที่ความมั่งคั่งนั้นถูกสร้างขึ้นมารับใช้ต่างหากล่ะครับ

เราจะข้ามบทที่ 4 ถึง 6 เนื่องจากเป็นการอธิบายเรื่องราวการใช้เงินในการใช้ชีวิต การผักผ่อน และการเลือกชีวิตคู่ ซึ่งก็สำคัญแต่บริบทในยุคนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วเราจึงข้ามไปเพื่อไปเน้นในเนื้อหาที่สำคัญมากกว่า

งั้นมาต่อกันที่บทที่ 7 กันเลยครับ

บทที่ 7: ครัวเรือนที่สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ

จะเกิดอะไรขึ้นบ้างภายในบ้านของเศรษฐี? มันจะเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้สุดหรู ของตกแต่งแบรนด์เนม และทุกอย่างที่ดูไฮเอนด์ไปหมดเลยหรือเปล่า?

ไม่ค่อยจะใช่อย่างนั้นหรอกครับ… ในบทที่ 7 ของหนังสือ The Millionaire Mind โทมัส เจ. สแตนลีย์ จะพาเราไปแง้มม่านดูว่า อะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งระยะยาวที่แท้จริงภายในบ้านเหล่านี้ และมันไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยครับ แต่มันคือการสร้างผลิตผล (Productivity) ความมีวินัย และความรู้จักประหยัดอดออมต่างหาก

สแตนลีย์เริ่มต้นด้วยการแนะนำให้เรารู้จักกับคอนเซ็ปต์ที่ทรงพลังมาก นั่นคือ “ครัวเรือนที่สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ” (The economically productive household) บ้านเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเหมือนตู้โชว์ความรวย แต่มันทำงานเหมือนเป็นองค์กรการเงินขนาดย่อมๆ ที่แทบจะทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่จะซื้ออะไรไปจนถึงจะเลี้ยงลูกยังไง ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการ “สร้างมูลค่า” มากกว่าการ “บริโภค”

เขาแชร์เรื่องราวของเศรษฐีหลายคนที่อาศัยอยู่ในบ้านเรียบง่าย ขับรถมือสอง และภูมิใจกับการได้ลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีปัญญาซื้อของที่ดีกว่านี้นะครับ พวกเขาแค่ไม่เห็นความจำเป็นต่างหาก อันที่จริง หลายคนมองว่าความหรูหราที่ไม่จำเป็นคือภัยคุกคามต่อเป้าหมายของพวกเขา เป็นสิ่งที่ทำให้ไขว้เขวมากกว่าจะเป็นรางวัลชีวิตซะด้วยซ้ำ

สแตนลีย์ยกตัวอย่างคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่มีทรัพย์สินสุทธิกว่า 5 ล้านดอลลาร์ บ้านของพวกเขาอยู่สบาย แต่ห่างไกลจากคำว่าหรูหราฟู่ฟ่ามาก พวกเขาซื้อเสื้อผ้าตอนลดราคาตกรุ่น (Off-season) ทำอาหารกินเองที่บ้านแทบทุกมื้อ และยังคงตัดคูปองส่วนลดอยู่ สามีตัดหญ้าเอง ส่วนภรรยาก็ดูแลงบประมาณของครอบครัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การทำตัว ‘ขี้เหนียว’ ครับ แต่มันคือการมี ‘ประสิทธิภาพ’

สแตนลีย์เน้นย้ำว่า กรอบความคิดแบบเศรษฐีจะมองครอบครัวเป็นเหมือนระบบเศรษฐกิจระบบหนึ่ง สมาชิกแต่ละคนมีบทบาทของตัวเอง และทุกการตัดสินใจล้วนมีผลกระทบตามมา

และปรัชญานี้ยังครอบคลุมไปถึงการเลี้ยงลูกด้วย ในครอบครัวเหล่านี้ เด็กๆ จะถูกสอนเรื่องค่านิยมทางการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย เศรษฐีไม่เชื่อในการประเคนทุกสิ่งทุกอย่างให้กับลูกๆ แต่พวกเขาจะสอนให้รู้คุณค่าของเงินผ่านการทำงานบ้าน การให้ค่าขนมที่ผูกกับความพยายาม และแม้กระทั่งให้สัมผัสประสบการณ์การทำงานตั้งแต่เด็กๆ ผู้ตอบแบบสอบถามหลายคนบอกเลยว่า พวกเขายอมส่งต่อ “จรรยาบรรณในการทำงานที่แข็งแกร่ง” ไว้ให้ลูก ดีกว่าทิ้งมรดกก้อนโตไว้ให้ซะอีก

มีเรื่องเล่าจากคุณพ่อเศรษฐีคนหนึ่งที่ให้ลูกชายวัยรุ่นเลือกเอาว่า จะไปทำงานพาร์ทไทม์ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน หรือจะใช้เวลาเท่ากันนั้นมาช่วยดูแลอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าของครอบครัว ลูกชายเลือกดูแลอสังหาฯ ครับ และพอเขาอายุ 20 เขาก็สามารถบริหารจัดการบ้านเช่า 3 หลังได้ด้วยตัวเอง นั่นแหละครับคือการศึกษาทางการเงินในภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง

สแตนลีย์ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ครอบครัวเศรษฐีหลายบ้านบริหารงานกันเหมือนเป็นธุรกิจขนาดเล็ก สามีภรรยาจะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกัน คนหนึ่งอาจจะดูแลเรื่องการลงทุน ในขณะที่อีกคนคอยจัดการงบประมาณประจำวันหรือตามจดค่าใช้จ่าย พวกเขาทบทวนเป้าหมายทางการเงินเป็นประจำ กำหนดเพดานการใช้จ่าย และทำเหมือนการตัดสินใจเรื่องเงินเป็นการหารือร่วมกันของทีม ไม่ใช่การใช้อำนาจตัดสินใจอยู่ฝ่ายเดียว

มีคำศัพท์คำหนึ่งที่โผล่มาบ่อยมากในบทสัมภาษณ์ของสแตนลีย์ นั่นคือ “ความมีสติทางการเงิน” (Financial consciousness) เศรษฐีจะรับรู้และตระหนักอยู่เสมอว่าเงินไหลเข้าและออกจากบ้านของพวกเขายังไง ไม่ใช่ในลักษณะที่หมกมุ่นจนเกินพอดีนะครับ แต่เป็นการเฝ้าดูอย่างรอบคอบและใส่ใจ พวกเขาไม่ใช้วิธีตั้งระบบอัตโนมัติแล้วก็ลืมๆ มันไป แต่พวกเขาจัดการกับมันเหมือนเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า… ก็เพราะมันมีค่าจริงๆ ยังไงล่ะครับ

และนั่นก็นำไปสู่อีกหนึ่งแก่นสำคัญ นั่นคือ “การใช้ระบบอัตโนมัติควบคู่ไปกับการตรวจสอบ” ครอบครัวเศรษฐีหลายบ้านตั้งระบบออมเงินลงทุนและจ่ายบิลอัตโนมัติก็จริง แต่พวกเขาก็ยังคงมานั่งจับเข่าคุยกันทุกเดือนหรือทุกไตรมาสเพื่อทบทวนทุกอย่าง ไม่มีอะไรถูกปล่อยให้เป็นหน้าที่ของระบบออโต้ไพล็อตไปซะหมด

อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจที่สแตนลีย์ค้นพบก็คือ บ้านเหล่านี้มักจะให้ความสำคัญกับการลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง (Hands-on tasks) เศรษฐีชอบลงมือทำเองเมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมของเล็กๆ น้อยๆ จัดสวน ทาสี หรือแม้แต่การทำบัญชีเบื้องต้น Mindset แบบ Do-it-yourself นี้ไม่ได้ทำไปแค่เพื่อประหยัดเงินเท่านั้น แต่มันคือการทำให้ตัวเองยังคงติดดิน และปลูกฝังค่านิยมเหล่านั้นให้กับคนรุ่นต่อไป

เอาล่ะ คุณอาจจะคิดว่าความมัธยัสถ์ตระหนี่ถี่เหนียวทั้งหมดนี้ แลกมาด้วยความสุขหรือความสะดวกสบายที่หายไป แต่สแตนลีย์แสดงให้เห็นเลยว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ในความเป็นจริง เศรษฐีหลายคนที่เขาไปสำรวจกลับรายงานว่าพวกเขามีความพึงพอใจในชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปซะอีก ทำไมล่ะ? ก็เพราะบ้านของพวกเขาจัดการทุกอย่างได้ราบรื่น ความเครียดก็น้อย และเงินคือ ‘เครื่องมือ’ ไม่ใช่ ‘ต้นตอของความวุ่นวาย’

และนี่คือเรื่องที่น่าประหลาดใจครับ ครอบครัวเหล่านี้กลับใช้เวลาพูดคุยเรื่องเงินมากกว่าครอบครัวทั่วไปซะอีก แต่ไม่ได้คุยกันแบบเครียดๆ นะ พวกเขาคุยกันเป็นประจำเรื่องเป้าหมาย ความจำเป็น ความเปลี่ยนแปลง และการปรับปรุงให้ดีขึ้น เด็กๆ มีส่วนร่วม แผนการต่างๆ ถูกนำมาหารือ สแตนลีย์เรียกสิ่งนี้ว่า “วัฒนธรรมการเงินแบบเปิด”

มีคุณพ่อคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ทุกเย็นวันอาทิตย์ ครอบครัวของเขาจะใช้เวลา 15 นาทีมานั่งทบทวนค่าใช้จ่ายประจำสัปดาห์ ลูกๆ ได้เรียนรู้วิธีอ่านใบเสร็จ รู้จักตั้งคำถามกับราคา และมองหารูปแบบการใช้จ่าย “เราทำให้มันเป็นเรื่องสนุกครับ” เขาบอก “เราเปลี่ยนการทำงบประมาณให้กลายเป็นเกม”

นอกจากนี้ สแตนลีย์ยังเปรียบเทียบครัวเรือนที่สร้างผลผลิตนี้ กับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ครัวเรือนที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค” ในบ้านแบบหลังนี้ จะมีหนี้สินมากกว่า มีความขัดแย้งมากกว่า และมีความสับสนเรื่องการเงินมากกว่า การตัดสินใจมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ แรงกดดันจากคนรอบข้าง หรือความต้องการที่จะอวดให้คนอื่นประทับใจ เมื่อเวลาผ่านไป นิสัยเหล่านี้จะกัดกินความมั่งคั่งและเพิ่มความเครียด ถึงแม้ว่าจะมีรายได้สูงก็ตาม

เศรษฐีหลีกเลี่ยงกับดักนั้นด้วยการสร้างระบบขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการทำรายการซื้อของเข้าบ้าน กองทุนฉุกเฉิน ปฏิทินการเงิน หรือแม้งบประมาณสำหรับซื้อของขวัญช่วงเทศกาล บ้านของพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่แค่ ‘ใช้จ่าย’ แต่พวกเขา ‘วางแผน’

มันยังมีความภาคภูมิใจเงียบๆ ไหลเวียนอยู่ทั่วบ้านเหล่านี้ด้วย เศรษฐีคนหนึ่งอธิบายถึงความสุขของการใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะว่า “เราได้สร้างชีวิตที่พวกเราไม่จำเป็นต้องไปทำให้ใครประทับใจ นั่นแหละคือความมั่งคั่งที่แท้จริง”

สแตนลีย์เจาะลึกถึงพฤติกรรมเฉพาะเจาะจงที่พบได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในครัวเรือนที่สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ นั่นคือ:

  • ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน (Delayed gratification) คือเรื่องปกติของครอบครัว: การไปเที่ยว เฟอร์นิเจอร์ใหม่ และการอัปเกรดสิ่งของต่างๆ จะถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างดี และมักจะมีการตั้งงบประมาณเตรียมไว้เป็นเดือนๆ
  • สกัดกั้นไลฟ์สไตล์ที่เฟ้อตามรายได้ (Minimal lifestyle creep): แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายก็ยังคงเท่าเดิม หรือเพิ่มขึ้นช้ามากๆ
  • บทบาทและความคาดหวังที่ชัดเจน: ทุกคนในบ้านรู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหรือเรื่องงานปฏิบัติในบ้าน
  • การวางแผนเผื่อฉุกเฉิน: ครอบครัวเหล่านี้จะไม่ยอมถูกตลบหลังด้วยเรื่องไม่คาดฝัน พวกเขามีเงินสดสำรอง มีประกัน และมีแผนสำรองสำหรับทุกสิ่ง ตั้งแต่ค่าซ่อมรถไปจนถึงค่ารักษาพยาบาล
  • พึ่งพาหนี้สินให้น้อยที่สุด: หลายคนเป็นเจ้าของบ้านแบบปลอดหนี้ หรือไม่ก็จ่ายโปะหนี้เร็วกว่ากำหนดไปมาก บัตรเครดิตถูกใช้อย่างระมัดระวังและจ่ายเต็มจำนวนเสมอ

หนึ่งในข้อมูลเชิงลึกที่ทรงพลังที่สุดมาในช่วงท้ายของบทครับ สแตนลีย์ชี้ให้เห็นว่า ความมั่งคั่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในห้องประชุมผู้บริหาร แต่มันถูกสร้างขึ้นในห้องครัวและห้องนั่งเล่นต่างหาก มันถูกสร้างขึ้นตอนที่ครอบครัวมานั่งล้อมวงทำงบประมาณด้วยกัน

ตอนที่เลือกจะซื้อรถมือสองแทนรถป้ายแดง หรือตอนที่ตัดสินใจจะนำเงินไปลงทุนต่อแทนที่จะเอาไปถลุงเล่น เขาเตือนใจพวกเราว่า ความมั่งคั่งคือผลลัพธ์ของการตัดสินใจเล็กๆ ที่ชาญฉลาดนับล้านๆ ครั้ง ที่ถูกทำอย่างสม่ำเสมอตลอดหลายทศวรรษ และการตัดสินใจเหล่านั้น… เกิดขึ้นที่บ้านครับ

แล้วเราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากบทนี้?

ถ้าที่บ้านของคุณไม่ได้ทำงานร่วมกันเป็นทีมการเงินล่ะก็… ถึงเวลาต้องจัดระบบกันใหม่แล้วล่ะครับ คุณไม่จำเป็นต้องรวยถึงจะเริ่มคิดแบบครอบครัวเศรษฐีได้ การสอนลูกๆ เรื่องเงินไม่ได้ต้องการห้องเรียนแบบเป็นทางการ แต่มันต้องอาศัย ‘ความตั้งใจ’

ครอบครัวที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้หมายถึงการต้องเสียสละความสุข แต่มันหมายถึงความสงบสุข การมีทิศทางที่สอดคล้องกัน และความมั่นคงในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว กรอบความคิดแบบเศรษฐี ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคลครับ แต่มันคือ “กรอบความคิดของครอบครัว” เมื่อทั้งบ้านเดินไปในทิศทางทางการเงินเดียวกัน การสร้างความมั่งคั่งก็จะกลายเป็นเรื่องที่เหนื่อยน้อยลง และเป็นจังหวะชีวิตที่ลื่นไหลมากขึ้น และจังหวะที่ถูกสร้างขึ้นบนความซื่อสัตย์ การทำงานเป็นทีม และความมีวินัยนี่แหละครับ… คือจังหวะก้าวเดินเงียบๆ ที่อยู่เบื้องหลังความมั่งคั่งมหาศาลทั้งหมด

บทที่ 8: เรื่องของบ้าน

เวลาคุณนึกภาพบ้านของเศรษฐี คุณจะนึกถึงอะไรครับ? คฤหาสน์หลังใหญ่โตที่มีทางรถวิ่งวนรอบ น้ำพุหน้าบ้าน มีโรงหนังส่วนตัว หรืออาจจะมีสระว่ายน้ำในร่ม?

แต่จากข้อมูลของ โทมัส เจ. สแตนลีย์ ในบทที่ 8 ของ The Millionaire Mind แฟนตาซีภาพจำเหล่านั้นมันช่างห่างไกลจากความเป็นจริงของเศรษฐีสร้างตัวส่วนใหญ่ซะเหลือเกินครับ แทนที่จะอยู่คฤหาสน์หลังยักษ์ เศรษฐีส่วนใหญ่ที่สแตนลีย์ไปศึกษา กลับอาศัยอยู่ในบ้านที่เรียบง่าย เน้นการใช้งานจริง และอยู่ในงบที่ต่ำกว่ากำลังทรัพย์ที่พวกเขาจะสามารถจ่ายได้จริงๆ ไปมาก

อันที่จริง หลายคนตั้งใจหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในย่านหมู่บ้านราคาแพงๆ ด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีปัญญาซื้อนะครับ แต่เพราะพวกเขาเข้าใจถึง “ต้นทุนแฝง” ที่มาพร้อมกับการใช้ชีวิตหรูหราดูมีฐานะต่างหาก

สแตนลีย์เปิดบทนี้ด้วยการตอกย้ำเรื่องนึงให้ชัดเจนเลยว่า “บ้านของคุณไม่ใช่การลงทุน แต่มันคือค่าใช้จ่ายด้านไลฟ์สไตล์” และสำหรับกรอบความคิดแบบเศรษฐีแล้ว การควบคุมค่าใช้จ่ายก้อนนี้ให้ต่ำเข้าไว้ คือรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งเลยล่ะครับ

มาดูตัวเลขกันหน่อยดีกว่า เศรษฐีส่วนใหญ่ที่ทำแบบสำรวจ อาศัยอยู่ในบ้านที่มีมูลค่าน้อยกว่า 1 ล้านดอลลาร์ และมีจำนวนมากอย่างน่าตกใจที่อยู่ในบ้านราคาต่ำกว่า 5 แสนดอลลาร์ซะด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีทรัพย์สินสุทธิทะลุ 5 ล้านดอลลาร์ไปแล้วก็ตาม ทำไมล่ะ? ก็เพราะพวกเขาไม่เอาความมั่งคั่งก้อนใหญ่ของตัวเอง ไปจมอยู่กับสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-productive assets) ยังไงล่ะครับ

สแตนลีย์เล่าเรื่องของผู้ชายคนนึงชื่อ เดนนิส เขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตในแถบมิดเวสต์ มีทรัพย์สินสุทธิกว่า 7 ล้านดอลลาร์ แต่เดนนิสก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้าน 4 ห้องนอนหลังเดิมที่เขาซื้อมาเมื่อ 25 ปีที่แล้วในราคาแค่ 175,000 ดอลลาร์

บ้านของเขาไม่ได้หรูหราเตะตา ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านจัดสรรที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา แต่มันอยู่สบาย ผ่อนหมดแล้ว และทำให้เขามีเงินเหลือไปจัดสรรให้กับการลงทุนและการขยายธุรกิจได้มากขึ้น สำหรับเศรษฐีอย่างเดนนิส “อิสรภาพ” สำคัญกว่า “การทำตัวหน้าใหญ่” ครับ

สแตนลีย์ยังเจาะลึกไปถึงแง่มุมทางจิตวิทยาของการเป็นเจ้าของบ้านด้วย คนส่วนใหญ่มักจะซื้อบ้านด้วยเหตุผลทางอารมณ์ พวกเขาต้องการสถานะทางสังคม ต้องการการยอมรับ หรือแค่อยากจะมีให้ทัดเทียมกับคนในสังคมเดียวกัน

แต่เศรษฐีคิดต่างออกไปครับ พวกเขามองว่าบ้านคือการซื้อเพื่อนำมา “ใช้งาน” เหมือนกับการซื้อรถหรือตู้เย็นนั่นแหละ มันควรจะมารองรับไลฟ์สไตล์ของพวกเขา ไม่ใช่มาเป็นตัวกำหนดชีวิต

อันที่จริง สแตนลีย์บอกเลยว่า การซื้อบ้านหลังใหญ่เกินตัว คือหนึ่งในความผิดพลาดทางการเงินที่ใหญ่หลวงที่สุดที่คนเราทำกัน ทำไมล่ะ? ก็เพราะมันจะนำไปสู่อาการ ‘ไลฟ์สไตล์เฟ้อ’ (Lifestyle creep) ยังไงล่ะครับ บ้านหลังใหญ่ขึ้น หมายถึงบิลค่าน้ำค่าไฟที่แพงขึ้น ภาษีที่ดินที่สูงขึ้น ค่าบำรุงรักษาที่แพงหูฉี่ และมักจะตามมาด้วยค่าใช้จ่ายในการซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่บานปลาย มันจะกลายเป็นหลุมดำทางการเงินที่ค่อยๆ ดูดกลืนความมั่งคั่งของคุณไปอย่างเงียบๆ

หนึ่งในประโยคที่ทรงพลังที่สุดในบทนี้มาจากเศรษฐีคนหนึ่งที่บอกว่า “ผมไม่ได้รวยขึ้นมาจากการใช้ชีวิตแบบคนรวยหรอกนะ แต่ผมรวยขึ้นมาได้จากการใช้ชีวิตเหมือนคนถังแตกต่างหาก”

สแตนลีย์ยังพาไปสำรวจด้วยว่า คนรวยเหล่านี้เลือกทำเลที่ตั้งบ้านกันยังไง ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในย่านหรูๆ ไฮเอนด์หรอกครับ ที่จริงหลายคนจงใจหลีกเลี่ยงย่านพวกนี้ด้วยซ้ำ ทำไมล่ะ?

ก็เพราะเพื่อนบ้านมีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายของเรายังไงล่ะ ถ้าทุกคนรอบตัวคุณขับรถหรู และส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์แพงๆ แรงกดดันที่จะต้องทำตัวให้กลมกลืนมันมีอยู่จริงๆ นะครับ

ถึงแม้มันจะมาแบบเงียบๆก็เถอะการอาศัยอยู่ในชุมชนที่เรียบง่ายกว่า ทำให้เศรษฐีมีอิสระที่จะใช้ชีวิตแบบประหยัดได้โดยไม่ต้องโดนใครมานั่งจับผิดหรือตัดสิน

มันมีบทเรียนทางสังคมซ่อนอยู่ตรงนี้ด้วยครับ คือเศรษฐีเขาไม่สนหรอกว่าคุณจะคิดยังไงกับบ้านของเขา พวกเขาไม่ได้พยายามจะทำให้ใครประทับใจ แต่พวกเขาพยายามจะบริหารชีวิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (Optimize) มีเศรษฐีคนนึงที่สแตนลีย์ไปสัมภาษณ์บอกว่า “เวลาผมขับรถเข้าหมู่บ้าน ไม่มีใครคิดว่าผมรวยหรอก และนั่นแหละคือสิ่งที่ผมชอบที่สุดเลย”

บทนี้ยังพูดถึงกระบวนการตัดสินใจก่อนซื้อบ้านด้วย เศรษฐีมีแนวโน้มที่จะซื้อบ้านมากกว่าเช่า แต่มันต้องเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลในระยะยาวเท่านั้นนะ:

  • หลีกเลี่ยงการย้ายบ้านบ่อยๆ: หลายคนอยู่ในบ้านหลังเดิมเป็นสิบๆ ปี
  • ซื้อบ้านที่สามารถผ่อนไหวด้วยรายได้ของคนๆ เดียว: ถึงแม้ว่าทั้งสามีและภรรยาจะทำงานมีรายได้ทั้งคู่ก็ตาม
  • วางเงินดาวน์ก้อนโต หรือไม่ก็ซื้อด้วยเงินสดไปเลย
  • โฟกัสไปที่ฟังก์ชันการใช้งาน: ดูแปลนบ้าน และความใกล้ที่ทำงาน ไม่ใช่แค่ความสวยงามภายนอกที่ดูเตะตา

สแตนลีย์นำเสนอแนวคิดเรื่อง “บ้านคือฐานปฏิบัติการ” (A home base of operations) สำหรับคนรวยหลายๆ คน บ้านทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของครอบครัว ธุรกิจ และการเติบโตส่วนบุคคล บางคนทำธุรกิจจากที่บ้าน โฮมสคูลสอนลูกๆ เอง หรือใช้โฮมออฟฟิศเป็นที่บริหารจัดการการลงทุน พื้นที่เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานให้เกิดผลผลิต (Productivity) ไม่ใช่เพื่อเอาไว้โชว์บารมี (Prestige)

เขาเปรียบเทียบเรื่องนี้กับคนที่พยายามกู้ซื้อบ้านหลังใหญ่ที่สุดเท่าที่เครดิตตัวเองจะกู้ผ่าน คนเหล่านั้นมักจะกลายเป็นพวก “รวยบ้าน แต่จนเงินสด” (House rich and cash poor) ต้องดิ้นรนแทบตายกว่าจะเก็บเงินได้ ลงทุน หรือแม้แต่จะกล้ารับความเสี่ยงเรื่องงานก็ทำไม่ได้ เพราะถูกล็อกคอไว้กับค่างวดผ่อนบ้านที่สูงลิ่ว

หนึ่งในส่วนที่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งที่สุดของบทนี้ คือตอนที่สแตนลีย์เชื่อมโยงการตัดสินใจเรื่องบ้าน เข้ากับเรื่องของอิสรภาพในระยะยาว เขาทำให้เห็นว่า การเลือกซื้อบ้านแบบเรียบง่ายแต่เนิ่นๆ ในช่วงเริ่มต้นชีวิต

มันเปิดประตูไปสู่การเกษียณเร็วขึ้น มีเงินไปลงทุนทำธุรกิจ และมีไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นได้มากกว่า ในทางกลับกัน การรีบซื้อ ‘บ้านในฝัน’ เร็วเกินไป มักจะไปทำให้เป้าหมายเหล่านั้นล่าช้าออกไป หรือบางทีก็พังทลายลงไปเลย

มีเรื่องเล่าที่น่าประทับใจของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง ที่ตัดสินใจไม่ยอมอัปเกรดเปลี่ยนบ้านใหม่ ถึงแม้ว่ารายได้ของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าแล้วก็ตาม พวกเขาเอาเงินส่วนต่างนั้นไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า อัดฉีดเงินเข้าบัญชีเกษียณจนเต็มแม็กซ์ และพาลูกๆ ไปเที่ยวต่างประเทศ 20 ปีต่อมา พวกเขากลายเป็นเศรษฐีหลายล้านดอลลาร์… ที่ยังคงมีตู้ครัวเก่าๆ ชุดเดิมอยู่ในบ้าน!

อีกประเด็นสำคัญคือ เศรษฐีหลายคนซื้อบ้านอย่างมีกลยุทธ์ พวกเขาต่อรองราคาอย่างหนัก ทำการบ้านหาข้อมูลมาอย่างดี และพร้อมที่จะเดินหนีจากการเจรจาเสมอ ถ้าราคามันไม่สมเหตุสมผล พวกเขาไม่ได้มีความผูกพันทางอารมณ์กับท็อปเคาน์เตอร์หินแกรนิตสวยๆ หรือแปลนบ้านแบบเปิดโล่งหรอกครับ พวกเขาโฟกัสที่ ‘ความคุ้มค่า’ ล้วนๆ

และนี่คือหลักการซื้อบ้านที่สแตนลีย์พบว่าเศรษฐีมักจะทำเหมือนๆ กัน:

  • ซื้อบ้านในราคาที่ต่ำกว่ากำลังทรัพย์ของตัวเองมากๆ
  • อยู่กับที่ให้ยาวนาน เพราะการย้ายบ้านบ่อยๆ มีค่าใช้จ่ายสูง
  • หลีกเลี่ยงย่านที่ต้องเสียภาษีหรือค่าส่วนกลางแพงๆ
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาบ้านให้อยู่ในระดับที่จัดการได้
  • ไม่กู้หนี้ยืมสินเพื่อมาอัปเกรดไลฟ์สไตล์ จงเก็บเงินก่อนแล้วค่อยรีโนเวททีหลัง

สแตนลีย์ยังเน้นย้ำถึงผลดีทางด้านจิตใจของการอยู่บ้านแบบเรียบง่ายด้วย เศรษฐีหลายคนบอกตรงกันว่า พวกเขารู้สึกเครียดน้อยลง ควบคุมสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น และมีความกลมเกลียวกันในครอบครัวมากขึ้นเมื่ออยู่ในบ้านของตัวเอง เมื่อไม่ต้องแบกรับความกดดันที่จะต้องรักษาภาพลักษณ์ พวกเขาก็สามารถโฟกัสไปที่สิ่งที่สำคัญจริงๆ ได้ นั่นคือ สุขภาพ ความสัมพันธ์ การศึกษา และอิสรภาพ

แล้วทั้งหมดนี้ มันหมายความว่ายังไงสำหรับคนธรรมดาๆ อย่างพวกเรา?

มันหมายความว่า การสร้างความมั่งคั่งไม่ได้เกี่ยวกับ “การใช้ชีวิตให้ดูใหญ่โต” แต่มันคือ “การใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด” ต่างหาก บ้านของคุณควรจะเป็นสิ่งที่คอยสนับสนุนเป้าหมายของคุณ ไม่ใช่มาคอยบ่อนทำลายมัน การเลือกซื้อบ้านที่พอดีกับ ‘ชีวิต’ ของคุณ ไม่ใช่พอดีกับ ‘อีโก้’ ของคุณ คือหนึ่งในการตัดสินใจทางการเงินที่ฉลาดที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้

เพื่อเป็นการปิดท้ายบทนี้ สแตนลีย์ได้ทิ้งท้ายด้วยประเด็นสำคัญว่า…

เศรษฐีไม่ได้คิดแบบผู้บริโภค แต่พวกเขา “คิดแบบนักลงทุน” และ Mindset นี้นี่แหละที่มีอิทธิพลต่อทุกๆ การตัดสินใจของพวกเขา รวมถึงว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน จะใช้เงินเท่าไหร่ และพวกเขายอมเสียสละอะไรบ้างเพื่อแลกกับอนาคตที่พวกเขาต้องการ

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว… บ้านก็คือบ้านครับ แต่ “อิสรภาพ” ที่บ้านหลังนั้นสามารถซื้อมาให้เราได้ หรือขโมยไปจากเราได้นั้น… มันคือของจริงล้วนๆ ครับ

บทที่ 9: ไลฟ์สไตล์ของเศรษฐี

เวลาที่คุณได้ยินคำว่า “เศรษฐี” คุณอาจจะนึกภาพไปถึงการไปพักผ่อนหรูหราบนเกาะส่วนตัว ตู้เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยของแบรนด์เนม และการใช้เวลาช่วงค่ำคืนในร้านอาหารระดับห้าดาวใช่ไหมครับ?

แต่ในบทที่ 9 ของ The Millionaire Mind โทมัส เจ. สแตนลีย์ กลับเปิดเผยบางสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงครับ เศรษฐีส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีวินัย และดูธรรมดาอย่างน่าประหลาดใจ อันที่จริง หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงไลฟ์สไตล์ที่ดูหรูหราฟู่ฟ่าและเน้นการบริโภคสูงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมักจะเอาไปผูกติดกับความรวยด้วยซ้ำ

ทำไมล่ะ? ก็เพราะพวกเขารู้ดีว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้นวัดกันที่ “อิสรภาพและความสงบสุขในจิตใจ” ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ภายนอกครับ

สแตนลีย์เปิดบทนี้ด้วยข้อสังเกตที่น่าทึ่งมาก เขาบอกว่าการเลือกไลฟ์สไตล์ของเศรษฐีนั้นถูกนำทางด้วย ‘เป้าหมาย’ ไม่ใช่ ‘อารมณ์ชั่ววูบ’ นิสัยของพวกเขาเกิดจากความตั้งใจ ไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่พวกเขากิน ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว หรือใช้เวลาว่าง การตัดสินใจเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงค่านิยมที่ฝังลึกอยู่ในตัวพวกเขา นั่นคือ ความมีวินัย ความถ่อมตัว และการมองการณ์ไกล เอาล่ะ… เรามาเจาะลึกกันดีกว่าครับ เริ่มต้นที่นิสัยประจำวันกันก่อนเลย

เศรษฐีส่วนใหญ่มักจะตื่นเช้า ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากวิ่งตามเทรนด์การสร้าง Productive หรอกนะครับ แต่เพราะมันทำให้พวกเขาสามารถควบคุมวันทั้งวันของตัวเองได้ต่างหาก พวกเขามักจะเริ่มต้นวันด้วยกิจวัตรเรียบง่ายๆ เช่น ชงกาแฟกินเองที่บ้าน นั่งอ่านข่าว ออกไปเดินเล่น หรือออกกำลังกายเบาๆ พวกเขาไม่รีบพุ่งตัวออกไปสตาร์บัคส์ หรือนั่งไถหน้าจอมือถือเป็นชั่วโมงๆ แต่พวกเขาเลือกที่จะเซ็ตโทนของวันให้สงบและมีสมาธิ

และนี่คือเรื่องเซอร์ไพรส์ครับ… หลายคนห่อข้าวไปกินเอง! ใช่ครับ คนพวกนี้คือคนที่มีทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านดอลลาร์นะ แต่พวกเขาก็ยังเอาของเหลือจากมื้อเย็นไปกินที่ทำงาน หรือทำแซนด์วิชจากบ้านไปกินเป็นประจำ พวกเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องจ่ายค่าข้าวกลางวันมื้อละ 20 ดอลลาร์ทุกวัน ในเมื่อพวกเขาสามารถอิ่มได้ในราคาแค่ 3 ดอลลาร์ การตัดสินใจเล็กๆ แบบนี้แหละครับ ที่พอทำซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี มันก็ทบต้นทวีคูณทั้งในแง่ของเงินในกระเป๋าและสภาพจิตใจ

สแตนลีย์ยังไฮไลท์ถึงลักษณะไลฟ์สไตล์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “การบริโภคนิยมต่ำ” (Low consumerism) เศรษฐีไม่ใช่พวกบ้าของแบรนด์เนมครับ พวกเขามักจะช้อปปิ้งตามร้านดิสเคาน์สโตร์ (Discount stores) ใส่หน้าฬิการาคาไม่แพง และขับรถที่อายุการใช้งาน 5 ถึง 10 ปี พวกเขามองว่าความหรูหราคือ ‘ทางเลือก’ ไม่ใช่ ‘ของจำเป็น’

มีเศรษฐีคนหนึ่งสรุปเรื่องนี้ไว้ได้เพอร์เฟกต์มาก เขาบอกว่า “ผมใส่หน้าฬิกาเรือนละ 25 ดอลลาร์ ขับรถมือสอง แล้วก็ไม่มีใครมานั่งสนใจหรอก” นั่นแหละครับคือประเด็น!

สแตนลีย์ยังพาไปดูความแตกต่างที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เศรษฐีจะซื้อ ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ใช่ ‘หน้าตา’ พวกเขายินดีจ่ายเพื่อคุณภาพที่ดีครับ แต่พวกเขาจะแพ้ทางให้กับการต้องจ่ายเงินเพื่ออวดรวย ถ้ารองเท้าราคา 50 ดอลลาร์ ทนทานพอๆ กับคู่ละ 500 ดอลลาร์ พวกเขาก็จะเลือกคู่ 50 ดอลลาร์ครับ มันไม่ใช่การทรมานตัวเองกิเลส แต่มันคือเรื่องของเหตุผลล้วนๆ

เรื่องต่อมาคือการไปพักผ่อน (Vacations) คุณอาจจะคิดว่าเศรษฐีต้องนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวไปเที่ยวรอบโลกอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยมากครับ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะไปเที่ยวแบบเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นการขับรถเที่ยว (Road trips) บินสายการบินโลว์คอสต์ หรือเช่าบ้านอยู่แทนที่จะไปพักตามรีสอร์ตหรูๆ

พวกเขามักจะไปเที่ยวช่วงนอกเทศกาล (Off-season) เพื่อประหยัดเงิน และนี่คือกุญแจสำคัญเลยครับ… พวกเขา “ไม่กู้เงินไปเที่ยว” ถ้าพวกเขาไม่สามารถจ่ายสดได้แบบสบายๆ พวกเขาก็จะไม่ไปครับ

สแตนลีย์ยังเจาะลึกไปถึงพฤติกรรมความบันเทิงของคนรวยด้วย คุณจะไม่ค่อยเห็นพวกเขาจ่ายเงินเป็นร้อยๆ ดอลลาร์ทุกเดือนไปกับค่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง คอนเสิร์ต หรือการออกไปกินข้าวหรูๆ ทุกสุดสัปดาห์หรอกครับ

แต่พวกเขากลับชอบกิจกรรมยามว่างที่แทบไม่ต้องใช้เงิน อย่างเช่น การอ่านหนังสือ การเดินป่า การรวมญาติ งานกิจกรรมในชุมชน หรือการไปเป็นอาสาสมัคร กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงิน แต่ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย

พอพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ เศรษฐีจะเลือกคบคนอย่างพิถีพิถันมากครับ พวกเขาจะเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนที่มีค่านิยมแบบเดียวกัน พวกเขาไม่สนใจที่จะต้องมานั่งแข่งขันกับเพื่อนว่าใครมีบ้านหลังใหญ่กว่าหรือใครขับรถหรูหรากว่ากัน อันที่จริง หลายคนบอกเลยว่าพวกเขารู้สึกสบายใจที่สุดเมื่อได้อยู่กับคนที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนๆ กัน มันช่วยให้พวกเขาเป็นคนติดดินและไม่หลุดโฟกัส

มีเรื่องหนึ่งที่สแตนลีย์เล่าให้ฟัง เป็นเรื่องของคู่สามีภรรยาที่ได้รับเชิญไปงานแต่งงานสุดหรูที่รีสอร์ตระดับห้าดาว ค่าใช้จ่ายในการไปร่วมงาน ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าของขวัญ และค่าโรงแรม น่าจะตกอยู่ราวๆ 5,000 ดอลลาร์ (เกือบสองแสนบาท!)

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีปัญญาจ่ายสบายๆ แต่พวกเขาก็ปฏิเสธไปครับ สามีบอกว่า “เราไม่จ่ายเงินตั้งห้าพันเหรียญเพื่อพิสูจน์ว่าเราเป็นเพื่อนกันหรอก สู้เอาเงินก้อนนั้นไปบริจาคให้ธนาคารอาหาร (Food bank) ในชุมชนของเรายังจะดีซะกว่า” นั่นแหละครับคือแก่นหลักของบทนี้เลย เศรษฐีมีนิยามของ “ความสำเร็จ” ที่ต่างออกไป

ในขณะที่โลกมัวแต่วิ่งตามยอดไลก์ ยอดวิว และสิ่งของแสดงฐานะ แต่คนรวยกลับเลือกที่จะสร้างมรดกอย่างเงียบๆ บริจาคเงินให้การกุศล และใช้เวลาอยู่กับครอบครัว พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์อะไรให้ใครเห็นเลยครับ

มาคุยเรื่อง “การใช้เวลา” กันบ้างครับ เพราะมันคือศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์เลยก็ว่าได้ สแตนลีย์พบว่า เศรษฐีหวงแหนเวลาของพวกเขาพอๆ กับที่พวกเขาหวงแหนเงินนั่นแหละครับ พวกเขาแทบจะไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปกับการนินทา ไถฟีดโซเชียลแบบไร้จุดหมาย หรือเสพความบันเทิงที่ไม่ได้ให้อะไร พวกเขาให้ความสำคัญกับการพูดคุยที่มีความหมาย การเรียนรู้ การวางแผนกลยุทธ์ และการพักผ่อนมากกว่า

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากๆ คือ เศรษฐีหลายคน “ทำงานบ้านเอง” ครับ! พวกเขาตัดหญ้า ล้างรถ และซ่อมก๊อกน้ำที่รั่วเอง ทำไมล่ะ? ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีเงินจ้างคนมาทำให้นะครับ แต่เพราะพวกเขาเอ็นจอยกับกระบวนการเหล่านั้น และมันยังช่วยเตือนใจไม่ให้พวกเขาลืมรากเหง้าของตัวเองด้วย มีผู้ตอบแบบสอบถามคนนึงบอกว่า “ถ้าผมเริ่มทำตัวแบบว่า ตัวเองสูงส่งเกินกว่าจะมาทำความสะอาดบ้านตัวเองล่ะก็… ผมรู้เลยว่าผมเริ่มเหยาะแหยะแล้วล่ะ”

สแตนลีย์ยังพาเราไปดูแง่มุมทางอารมณ์ของไลฟ์สไตล์เศรษฐีด้วย ซึ่งขัดแย้งกับภาพจำที่คนมักมองว่าคนรวยมักจะโดดเดี่ยวหรือแปลกแยกเลยครับ เศรษฐีหลายคนที่เขาศึกษา รายงานว่าพวกเขามีระดับความสุข ความพึงพอใจในชีวิตสมรส และความรู้สึกเติมเต็มในชีวิตที่สูงมาก พวกเขาไม่ได้วิ่งตามหาสารโดปามีนจากการช้อปปิ้ง หรือพยายามทำให้คนอื่นประทับใจ แต่พวกเขากำลังใช้ชีวิตที่มีความหมายและมีเป้าหมายต่างหาก

และมีอีกเรื่องหนึ่งครับ “การให้” คือส่วนที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในไลฟ์สไตล์ของพวกเขา คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่บริจาคให้องค์กรการกุศล สนับสนุนชุมชนของตัวเอง และช่วยเหลือคนในครอบครัวที่ตกทุกข์ได้ยาก แต่พวกเขาทำแบบเงียบๆ ครับ พวกเขาไม่ได้สนใจที่จะมีชื่อไปแปะอยู่บนป้ายผู้บริจาคหรืออยากเป็นข่าวหน้าหนึ่ง พวกเขาให้… เพราะมันสอดคล้องกับค่านิยมของพวกเขา ไม่ใช่เพื่อสนองความอีโก้ของตัวเอง

เพื่อเป็นการสรุป สแตนลีย์ได้เน้นย้ำถึงจุดแตกต่างที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของหนังสือทั้งเล่มเลย นั่นก็คือ “เศรษฐีไม่ได้ทำตัวรวย แต่พวกเขาสร้างความมั่งคั่ง” ไลฟ์สไตล์ของพวกเขาไม่ใช่การอวดรวย แต่มันคือการออกแบบชีวิตให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ค่านิยม และวิสัยทัศน์ระยะยาวของตัวเองต่างหากล่ะครับ

แล้วเราได้ข้อคิดอะไรบ้างจากบทนี้?

  • คุณไม่จำเป็นต้อง ‘ดูรวย’ เพื่อที่จะ ‘รวย’ จริงๆ
  • กิจวัตรที่เรียบง่าย จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทรงพลังเมื่อเวลาผ่านไป
  • การใช้จ่ายควรสอดคล้องกับค่านิยมของเรา ไม่ใช่ทำไปตามแรงกดดันจากคนรอบข้าง
  • ความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้นเงียบเชียบ มั่นคง และเติมเต็มจิตใจได้อย่างลึกซึ้ง
  • ไลฟ์สไตล์ที่ดีที่สุด คือไลฟ์สไตล์ที่คุณสามารถรักษามันไว้ได้โดยไม่สร้างความเครียดให้กับตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว สแตนลีย์อยากให้เราเข้าใจว่า การเลือกไลฟ์สไตล์ไม่ใช่แค่ภาพสะท้อนของความมั่งคั่งเท่านั้น แต่มันคือ “ตัวขับเคลื่อน” ความมั่งคั่งต่างหากล่ะครับ ทุกๆ การตัดสินใจที่เรียบง่าย จะค่อยๆ ทบต้นเมื่อเวลาผ่านไป สร้างพื้นที่ว่างให้กับการลงทุน อิสรภาพ และความสงบสุขในจิตใจ

เพราะความจริงก็คือ… ความมั่งคั่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากการ “ใช้ชีวิตให้ดูใหญ่โต” แต่มันถูกสร้างขึ้นมาจากการ “ใช้ชีวิตให้ดี” ต่างหาก

บทที่ 10: บทสรุปส่งท้ายเกี่ยวกับกรอบความคิดแบบเศรษฐี

หลังจากดำดิ่งลงไปในกรอบความคิด พฤติกรรม และการตัดสินใจเลือกของบรรดาเศรษฐีในอเมริกาแล้ว โทมัส เจ. สแตนลีย์ ใช้บทที่ 10 นี้เพื่อขมวดปมทุกอย่างเข้าด้วยกันครับ บทนี้ไม่ใช่แค่การสรุปทบทวนเนื้อหาเฉยๆ แต่มันคือการชวนคิดและเป็นคำกระตุ้นเตือนให้ลงมือทำ (Call to action) ที่ทรงพลังมาก เป็นบทสรุปส่งท้ายที่จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงแก่นแท้ของกรอบความคิดแบบเศรษฐี และเข้าใจว่ามันต้องใช้อะไรบ้างในการมีชีวิตที่มั่งคั่งอย่างแท้จริง

สแตนลีย์เริ่มต้นบทส่งท้ายนี้ด้วยแนวคิดที่อาจจะทำให้คุณประหลาดใจครับ การเป็นคนรวยไม่ใช่เรื่องของการมีเงินเยอะๆ แต่มันคือการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับค่านิยมและวิสัยทัศน์ของคุณ แน่นอนล่ะว่าเงินก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น แต่กรอบความคิดแบบเศรษฐีที่แท้จริง ไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับตัวเลขเงินดอลลาร์หรอกครับ

พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับ “อิสรภาพ เป้าหมาย และการควบคุมชีวิตตัวเองได้” ต่างหาก บรรดาเศรษฐีที่สแตนลีย์ศึกษา ไม่ได้ก้าวมาถึงจุดนี้ด้วยการวิ่งตามเทรนด์หรือพยายามทำตัวให้ดูประสบความสำเร็จ พวกเขาแค่ตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่บางครั้งก็ดูน่าเบื่อ และมักจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยป๊อปปูลาร์ในสายตาคนทั่วไป แต่มันกลับรวมตัวกันกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก นั่นก็คือ… ความสงบสุขในจิตใจระยะยาวครับ

แล้วอะไรคือส่วนผสมลับล่ะ? สแตนลีย์บอกว่ามันคือ “อุปนิสัย” (Character) ครับ ตลอดการสัมภาษณ์ ทำแบบสำรวจ และกรณีศึกษาต่างๆ เขาพบว่ามีอุปนิสัยบางอย่างที่โผล่มาให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกลุ่มเศรษฐีสร้างตัว อุปนิสัยอย่างเช่น “ความซื่อสัตย์ยึดมั่นในหลักการ” (Integrity)… พวกเขาพูดความจริง รักษาสัญญา และสร้างความไว้วางใจเมื่อเวลาผ่านไป “ความยืดหยุ่นล้มแล้วลุกไว” (Resilience)…

พวกเขาเด้งตัวกลับมาจากความล้มเหลว ปรับตัว และไม่เคยหยุดพยายาม “ความมีวินัย” (Discipline)… พวกเขายอมตัดสินใจทำสิ่งที่ยากในวันนี้ เพื่อไปเพลิดเพลินกับรางวัลในวันหน้า และ “ความถ่อมตัว” (Humility)… พวกเขาไม่รู้สึกว่าต้องไปทำให้ใครประทับใจ แต่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองต้องพัฒนาให้ดีขึ้นต่างหาก

มันไม่ใช่เรื่องของการเกิดมาบนกองเงินกองทองหรือโชคดีหรอกครับ แต่มันคือการใช้ชีวิตที่เอื้อให้เกิดการตัดสินใจที่ชาญฉลาด รอบคอบ และขับเคลื่อนด้วยค่านิยมอย่างสม่ำเสมอ สแตนลีย์เล่าเรื่องของเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ เฮเลน เธอไม่ได้รับมรดกอะไรเลย ทำงานเป็นครูมา 35 ปี แต่ก็ยังสามารถสร้างทรัพย์สินสุทธิได้มากกว่า 2 ล้านดอลลาร์ ทำได้ยังไงน่ะหรอ?

เธอเก็บออมอย่างขยันขันแข็ง หลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวม และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พอถูกถามว่าเธอเคยรู้สึกเหมือนตัวเองพลาดอะไรดีๆ ในชีวิตไปบ้างไหม

เธอยิ้มแล้วตอบว่า “พลาดอะไรล่ะคะ? ฉันมีในสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องมีมาตลอดอยู่แล้ว” ตรงนั้นแหละครับ… นั่นแหละคือกรอบความคิดแบบเศรษฐี มันคือความมั่นใจเงียบๆ ที่บอกว่า “ฉันมีพอแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องไปแสดงละครให้โลกดู ฉันก็แค่ต้องทำสิ่งที่ถูกต้องในก้าวต่อไปก็พอ”

สแตนลีย์ยังสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของความกลัวเอาไว้ด้วย คนจำนวนมากปล่อยให้ความกลัวเข้ามาควบคุมชีวิตทางการเงินของพวกเขา กลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน กลัวที่จะสูญเสีย กลัวความเปลี่ยนแปลง

เศรษฐีเขาก็มีความกลัวพวกนั้นเหมือนกันครับ แต่พวกเขาไม่ปล่อยให้มันมาทำให้ตัวแข็งทื่อจนทำอะไรไม่ได้ พวกเขาผูกมิตรกับความไม่แน่นอน พวกเขากล้ารับความเสี่ยง แต่ก็ต่อเมื่อได้ทำการบ้านมาอย่างดีและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแล้วเท่านั้น

และเมื่อมีอะไรผิดพลาด พวกเขาก็เรียนรู้แล้วเดินหน้าต่อ ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบถึงตายสำหรับกรอบความคิดแบบเศรษฐีครับ… แต่มันคือห้องเรียนต่างหาก

ในบทนี้ยังมีข้อความที่สื่อสารอย่างหนักแน่นถึงความรู้สึกขอบคุณและความพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี สแตนลีย์ตั้งข้อสังเกตว่าเศรษฐีส่วนใหญ่มีความสุขอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ใช่เพราะพวกเขามีทุกสิ่งทุกอย่างนะครับ

แต่เป็นเพราะพวกเขาสงบศึกกับคำว่า “พอ” ได้แล้ว พวกเขาไม่วิ่งตามอัปเกรดข้าวของทุกอย่าง พวกเขาไม่เอาชีวิตไปเปรียบเทียบกับอินฟลูเอนเซอร์หรือคนดัง พวกเขามีความซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมา และมีความรู้สึกรับผิดชอบที่จะต้องปกป้องมันไว้

อีกหนึ่งแก่นสำคัญในบทนี้ก็คือ “ความเป็นอิสระ” (Autonomy) ครับ เศรษฐีไม่ต้องการให้ใครมาสั่งว่าพวกเขาต้องทำอะไรกับเวลา กับเงิน หรือกับอนาคตของตัวเอง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมหลายๆ คนถึงเลือกเป็นผู้ประกอบการหรือทำธุรกิจส่วนตัว แต่ถึงแม้จะเป็นคนที่ทำงานประจำทั่วไป

พวกเขาก็จะมองหาวิธีดึงอำนาจควบคุมกลับมา ผ่านการออมเงินอย่างชาญฉลาด การกำจัดหนี้สิน และการสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลาย สำหรับพวกเขาแล้ว… “อิสรภาพ” คือความหรูหราขั้นสุดยอดครับ ไม่ใช่รถยนต์ ไม่ใช่คฤหาสน์

สแตนลีย์ตอกย้ำประเด็นที่ว่า ใครๆ ก็สามารถพัฒนาหน้ากรอบความคิดแบบเศรษฐีขึ้นมาได้ มันไม่ได้ต้องการไอคิวที่สูงปรี๊ด หรือเรซูเม่ที่สวยหรูเพอร์เฟกต์ สิ่งที่มันต้องการก็คือ ความเต็มใจที่จะน้อมรับนิสัย การตัดสินใจ และ Mindset ที่จะคอยสร้างความมั่งคั่งอย่างสม่ำเสมอเมื่อเวลาผ่านไป เขาขอท้าให้ผู้อ่านลองประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมาดูครับ…

  • คุณมีแผนสำหรับเงินของคุณ หรือปล่อยให้เงินมากำหนดแผนให้คุณ?
  • การตัดสินใจเรื่องเงินของคุณขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายหรืออารมณ์?
  • คุณยินดีที่จะเซย์โนในวันนี้ เพื่อไปเซย์เยสกับสิ่งที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้หรือเปล่า?
  • ความสัมพันธ์ของคุณช่วยให้คุณเติบโตขึ้น หรือกำลังรั้งให้คุณย่ำอยู่กับที่?
  • คุณกำลังใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะ หรือกำลังพยายามทำตัวให้คนที่เขาไม่แคร์คุณด้วยซ้ำประทับใจ?

ถ้าคำตอบของคำถามเหล่านี้ทำให้คุณอึดอัดใจ… ไม่เป็นไรเลยครับ สแตนลีย์พูดไว้ชัดเจนมากว่า คุณไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์ คุณก็แค่ต้อง “เริ่มต้น”

เริ่มคิดให้ยาวขึ้น เริ่มจดบันทึกค่าใช้จ่าย เริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเงิน เริ่มเอาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ กับคนที่ต้องการในสิ่งเดียวกับคุณ เริ่มตัดสินใจให้ดีขึ้นทีละเรื่องเล็กๆ ในทุกๆวัน

เขายังสนับสนุนให้ผู้อ่านนำหลักการเหล่านี้ไปสอนลูกๆ ของตัวเองด้วย เพราะกรอบความคิดแบบเศรษฐีมันไม่ใช่แค่เรื่องของทรัพย์สินสุทธิของคุณ แต่มันคือ ‘มรดก’ ของคุณครับ มันคือการเป็นแบบอย่างของความมีวินัย ความใจกว้าง และการมีเป้าหมาย มันคือการเลี้ยงลูกให้เข้าใจว่า ความสำเร็จที่แท้จริงนั้น “สร้างขึ้นมา” ไม่ได้ “ซื้อมา”

มีช่วงเวลาที่สวยงามมากในช่วงท้ายของบทนี้ ที่สแตนลีย์พูดถึงความมั่นใจเงียบๆ (Quiet confidence) ความมั่นใจประเภทที่ไม่ต้องตะโกนบอกใคร ไม่ต้องพิสูจน์อะไร และไม่ต้องการการยอมรับจากใคร

นั่นแหละครับคือสิ่งที่กรอบความคิดแบบเศรษฐีมอบให้ ความรู้สึกพอเพียงที่ลึกซึ้ง สงบนิ่ง และแข็งแกร่ง เขาปิดท้ายด้วยข้อความแห่งความหวังว่า หากคุณเดินตามเส้นทางที่ถูกร่างไว้ในหนังสือเล่มนี้ หากคุณนำค่านิยมเรื่องความซื่อสัตย์ การทำงานหนัก ความมัธยัสถ์ การโฟกัส และการคิดระยะยาวไปปรับใช้…

คุณจะไม่ได้แค่สร้างความมั่งคั่งหรอกนะ แต่คุณจะสร้างชีวิตที่มีคุณค่าคู่ควรแก่การอยู่บนโลกใบนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว กรอบความคิดแบบเศรษฐีไม่ได้เกี่ยวกับการรวยเร็ว แต่มันเกี่ยวกับการ “รวยให้ถูกทาง” ต่างหาก

และนั่นก็คือทั้งหมดของการถอดรหัส The Millionaire Mind ครับ นี่ไม่ใช่แค่หนังสือเกี่ยวกับการเงินอีกเล่มหนึ่ง แต่มันคือแผนที่นำทางสำหรับการสร้างชีวิตที่มีเป้าหมาย มีอิสรภาพ และมีความมั่นใจแบบเงียบๆ โทมัส เจ. สแตนลีย์ ไม่ได้มาโชว์วิธีรวยข้ามคืนให้เราดู แต่เขาทำให้เราเห็นว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้น ถูกสร้างขึ้นอย่างช้าๆ และมั่นคง โดยคนที่คิดต่างออกไปยังไงบ้าง เอาล่ะ เรามาสรุปประเด็นสำคัญกันแบบเร็วๆ ดีกว่าครับ

  • พัฒนากรอบความคิดแบบเศรษฐี: มีวินัย ซื่อสัตย์ ยืดหยุ่นล้มลุกไว และเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองที่จะปั้นแต่งอนาคต
  • ใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะ: บ้าน รถ เสื้อผ้า และการไปเที่ยว ควรสะท้อนถึงเป้าหมายของคุณ ไม่ใช่ความคาดหวังของคนอื่น
  • ให้ความสำคัญกับความฉลาดในโลกแห่งความเป็นจริง: ความฉลาดเชิงปฏิบัติ ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการเข้าสังคม มักจะสำคัญกว่าใบปริญญา
  • เลือกอาชีพให้ถูกทาง: เลือกงานที่สอดคล้องกับทักษะ ค่านิยม และวิสัยทัศน์ระยะยาวของคุณ
  • แต่งงานอย่างชาญฉลาด: เพราะคู่ชีวิตที่ใช่จะช่วยทวีคูณความสำเร็จให้คุณ ในขณะที่คนที่ผิดอาจพังทลายความฝันคุณได้เลย
  • สร้างครัวเรือนที่สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ: ที่ซึ่งการตัดสินใจเรื่องเงินเกิดขึ้นร่วมกัน และค่านิยมถูกสอนผ่านการลงมือทำให้เห็น
  • โฟกัสที่อิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่การอวดรวย: เศรษฐีตัวจริงคือคนจำพวกที่คุณเดาไม่ออกเลยล่ะว่าเขารวย
  • แต่บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดก็คือ… ความมั่งคั่งคือ ‘ทางเลือก’ ครับ มันคือการตัดสินใจเล็กๆ ที่ชาญฉลาด และมักจะไม่ได้ดูสวยหรูอะไรนับพันๆ ครั้ง ที่ทำติดต่อกันทุกวันจนมันทบต้นกลายเป็นความพิเศษ

แล้วก้าวแรกที่คุณสามารถทำได้ในวันนี้คืออะไรล่ะ? อาจจะเป็นการกลับไปทบทวนงบประมาณ ลองคิดทบทวนการเลือกไลฟ์สไตล์ หรือการจับเข่าคุยเรื่องเงินกับคู่ชีวิตของคุณแบบตรงไปตรงมา หรืออาจจะเป็นแค่การเลือกที่จะเลิกใช้ชีวิตเพื่อภาพลักษณ์ แล้วหันมาใช้ชีวิตเพื่ออิสรภาพแทน

ถ้าคุณคิดว่าเนื้อหาที่สรุปมานี้มีประโยชน์ อย่าเก็บไว้คนเดียวนะครับ ฝากกดไลก์ แชร์ และกดติดตาม เพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดสาระดีๆ ที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตทางการเงินของคุณไปเลย และผมอยากได้ยินเสียงจากทุกคนนะครับ… อะไรทำให้คุณเซอร์ไพรส์ที่สุดเกี่ยวกับ The Millionaire Mind? และมีหลักการไหนบ้างที่คุณตั้งใจจะนำไปใช้ตั้งแต่วันนี้เลย?

เพราะจำไว้นะครับว่า การมีความมั่งคั่ง ไม่ใช่การมีเช็คเงินเดือนโชว์ตัวเลขสวยๆ หรือการซื้อของหรูๆ มาถ่ายรูปลงอินสตาแกรม แต่มันคือการสร้างชีวิตที่คุณ “ไม่จำเป็นต้องหนีไปไหน” ต่างหาก เป็นชีวิตที่มั่นคง มีความหมาย และเป็นของคุณอย่างแท้จริง

ไว้เจอกันใหม่ในเอพพิโซดหน้านะครับ และจนกว่าจะถึงตอนนั้น… จงคิดแบบเศรษฐีต่อไปนะครับ!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *