คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนถึงดึงดูดความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่อีกหลายคนต้องดิ้นรนแทบตายแต่ก็ยังย่ำอยู่กับที่?
คำตอบของความแตกต่างนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนชีวิต แต่อยู่ที่ ความเชื่อ ที่คุณมี
และความเชื่อดังกล่าวก็ถูกปลุกฝันมาจาก “เรื่องเล่า” (The Story) ที่คุณคอยพร่ำบอกตัวเองผ่านจิตใต้สำนึกมาตลอดชีวิต ทุกความเชื่อที่คุณมีเกี่ยวกับเรื่องเงิน ความรัก หรือความสำเร็จ ล้วนเป็นเพียง บทละครที่คุณแต่งขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริม หรือกลายเป็นกรงขังที่จำกัดศักยภาพของคุณเองก็ได้
บทความนี้แปลจากปาฐกถาของ Jim Fortin เรื่องเกี่ยวกับเรื่องราวที่บอกตัวเองตั้งแต่เด็กอยู่ตลอด เนื้อหานี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงพลานุภาพของเรื่องเล่าในหัว พร้อมเคล็ดลับในการฉีกหน้ากระดาษเดิมทิ้งเพื่อเขียนเรื่องราวบทใหม่ ที่จะพลิกโฉมชีวิตคุณสู่ความสำเร็จในแบบที่คุณคู่ควร
พลังแห่ง “เรื่องเล่า” ที่บงการชีวิตคุณ (The Power of Your Story)
จนถึงตอนนี้ คุณคอยพร่ำบอกเรื่องราวอะไรกับตัวเองมาตลอด?
เราทุกคนล้วนมี “เรื่องเล่า” (Story) ที่ติดตัวมาทั้งชีวิต ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะคอยบอกตัวเองหรือเล่าให้เพื่อนฟังว่า คุณเป็นลูกคนโตที่กำพร้าพ่อมาตั้งแต่เด็ก ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อส่งเสียน้องๆ มาตลอดหลายสิบปี หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง คุณอาจจะฝังใจว่าตอนเด็กเคยจมน้ำเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่มีคนช่วยไว้ทัน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้คุณรู้สึกหวาดผวาทุกครั้งที่เข้าใกล้แม่น้ำลำคลองจนถึงปัจจุบัน
คำถามที่สำคัญก็คือ คุณกำลังเล่าเรื่องอะไรให้ตัวเองฟังอยู่? และเรื่องราวเหล่านั้นยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตคุณในตอนนี้หรือไม่?
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเราล้วนขับเคลื่อนด้วย “เรื่องเล่า” หากชีวิตคุณยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ลองกลับมาสำรวจเรื่องราวที่คุณคอยบอกตัวเองเกี่ยวกับเรื่องเงิน สุขภาพ ความสำเร็จ และความมั่งคั่งดูสิครับ
“เรื่องเล่า” ส่วนใหญ่มักเป็นสิ่งที่เราซึมซับและเรียนรู้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ลองขุดลึกลงไปสำรวจเรื่องราวเหล่านั้นดู แล้วพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามันยังคอยบงการชีวิตคุณในปัจจุบันอยู่หรือเปล่า
สิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารก็คือ ตัวคุณไม่ได้ถูกกำหนดชะตาชีวิตโดยเรื่องเล่าพวกนั้น แต่ชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเลือกที่จะบอกตัวเองต่างหาก
พี่เขยของผมซึ่งเป็นชาแมน (ผู้รักษาจิตวิญญาณ) เคยพูดไว้ว่า “โลกที่คุณเห็นเป็นแบบนี้ ก็เพราะคุณบอกตัวเองว่ามันเป็นแบบนี้” ลองคิดใคร่ครวญถึงประโยคนี้ดูนะครับ โลกของคุณเป็นอย่างที่เป็นอยู่ เพราะคุณกรอกหูตัวเองซ้ำๆ ว่ามันต้องเป็นแบบนี้ การใช้ชีวิตตามกรอบเรื่องเล่าเดิมๆ มีแต่จะยิ่งทำให้คุณติดหล่มอยู่ในรูปแบบความคิดเดิมๆ
พลานุภาพของเรื่องเล่าในวัยเด็ก
เรื่องเล่าบางเรื่องอาจจะเคยมีประโยชน์และปกป้องคุณตอนเป็นเด็ก แต่มันอาจจะไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้ชีวิตคุณดีขึ้นอีกต่อไปแล้ว ลองนึกย้อนไปถึงสิ่งที่พ่อแม่มักจะพร่ำบอกตอนที่คุณอายุสัก 5-8 ขวบดูสิครับ เรื่องราวเหล่านั้นแหละที่หล่อหลอมความคิดของคุณที่มีต่อโลกใบนี้ ต่อเรื่องเงิน ความรัก ความสัมพันธ์ และสุขภาพ
คุณอาจจะซึมซับเรื่องราวเหล่านั้นมาเพราะคุณเคยมีประสบการณ์ร่วมกับมัน คุณตีความมัน ยึดติดกับมัน และอาจจะเผลอใช้ชีวิตตามบทบาทในเรื่องเล่านั้นมาโดยตลอด
คุณเคยไปร้านเช่าวิดีโอ Blockbuster ไหมครับ? มีพนักงานคนหนึ่งถามผมว่า “หาอะไรอยู่ครับ?” ผมก็ตอบไปว่า “กำลังหาหนังเรื่อง There’s Something About Mary” เขาเลยพาผมไปที่ชั้นวาง พอเจอหนังผมก็หยิบมันถือไว้ แต่พนักงานคนเดิมกลับถามขึ้นมาอีกว่า “หาอะไรอยู่ครับ?” แล้วเขาก็หัวเราะก๊ากพร้อมพูดว่า “โทษทีครับ ผมนี่เหมือนแผ่นเสียงตกร่องเลย! และคุณเองก็เหมือนกันนะ”
เรื่องเล่าในหัวของคุณก็วนลูปซ้ำไปซ้ำมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่องนั่นแหละครับ คุณเล่ามันซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวันโดยไม่รู้ตัว ลองสำรวจเรื่องราวที่คุณบอกตัวเองดูสิ เช่น “ฉันไม่สวย จมูกใหญ่ อ้วนไป สูงไป ใครๆ ก็ชอบล้อฉัน”
ขอเล่าอีกตัวอย่างนะครับ ตอนผมอายุ 6 ขวบ ผมได้ยินแม่พูดว่า “จิมมี่มักจะเป็นหลอดลมอักเสบทุกหน้าหนาวเลย” และเชื่อไหมครับว่าหน้าหนาวทุกปี ผมก็ป่วยเป็นโรคนี้จริงๆ จนกระทั่งผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “ใครกำหนดล่ะว่าฉันต้องป่วย?” และหน้าหนาวปีนั้นผมก็ไม่ป่วย แถมยังไม่เคยกลับไปเป็นหลอดลมอักเสบอีกเลย
เมื่อเรื่องเล่าขัดขวางความมั่งคั่งและโอกาส
ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูนะครับว่า คุณกำลังเล่าเรื่องอะไรซ้ำซากให้ตัวเองฟังอยู่? มนุษย์เราล้วนอยากยกระดับชีวิตให้ดีขึ้น ลองมาสำรวจเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “เงิน” ของคุณดูสิ คุณบอกตัวเองว่ามัน “หาง่าย” “หายากเย็น” “ไหลมาเทมา” “ต้องขวนขวายแทบตาย” หรือ “หาเท่าไหร่ก็ไม่มีวันพอ” กันแน่?
ผมเคยคุยกับโค้ชของผมเกี่ยวกับการซื้อที่ดินมูลค่าเจ็ดหลัก ผมบอกเขาว่าผมอยากจ่ายด้วยเงินสด ไม่อยากกู้แบงก์ โค้ชเลยหัวเราะแล้วถามว่า “แล้วตอนนี้คุณมีเงินสดไหมล่ะ?” ผมตอบว่า “ไม่มี” เขาจึงบอกว่า “ด้วยทักษะความสามารถระดับคุณ มันไม่มีเหตุผลเลยที่คุณจะหาเงินสดก้อนนั้นไม่ได้ ถ้าคุณอยากได้เงินสด คุณก็ต้องเปลี่ยนชุดความคิดของตัวเองซะ”
ผมเข้าใจสิ่งที่โค้ชสื่อทันที และผมเชื่อว่าคุณก็คงเข้าใจเช่นกัน เขาบอกผมว่า “ถ้าคุณไม่มีเงินสดในมือ นั่นแปลว่าเรื่องเล่าในหัวของคุณมันไม่ได้สนับสนุนให้คุณมีเงินสด”
“ใครกันล่ะที่เป็นคนแต่งเรื่องในหัวว่าคุณยังไม่มีเงินสด? ถ้าไม่ใช่ตัวคุณเอง คุณแทบไม่ได้ลงมือทำอะไรเพื่อเปลี่ยนมันเลยด้วยซ้ำ”
“คุณเป็นคนแต่งเรื่องราวของคุณขึ้นมาเอง ไม่มีใครหน้าไหนมาแต่งให้ ถ้าคุณเป็นคนแต่งมันขึ้นมาได้ คุณก็สามารถสร้างเรื่องราวบทใหม่ขึ้นมาได้เช่นกัน”
การสร้างเรื่องเล่าก็เหมือนกับการจินตนาการปรุงแต่งอะไรสักอย่างขึ้นมาในหัว ในเมื่อเรื่องเล่าเป็นเพียงสิ่งที่เราคิดไปเอง แล้วทำไมคุณถึงไม่เลือกแต่งเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองล่ะ?
ตลอดหลายปีที่ผมสอนเทคนิคการโน้มน้าวใจให้กับพนักงานขาย ผมพบว่าหนึ่งในเรื่องเล่าที่นักขายมักจะคิดไปเองและกลายเป็นข้อจำกัดของพวกเขาก็คือ “ฉันไม่อยากเป็นเซลส์แมนที่น่ารำคาญ”
แต่มันน่าสนใจตรงที่… ถ้าตัวตนจริงๆ ของคุณไม่ใช่คนน่ารำคาญ แล้วคุณจะกลายเป็นนักขายที่น่ารำคาญไปได้อย่างไร? เรื่องเล่าที่คิดไปเองนี่แหละที่ทำให้หลายคนติดกับดักและไม่กล้าลงมือทำ
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนทำธุรกิจ ลองถามตัวเองดูว่า คุณกำลังบอกเล่าเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับ “เงิน” ให้ตัวเองฟัง?
ถ้าคุณคิดว่าเงิน 1,000 เหรียญคือจำนวนที่เยอะมหาศาล มันก็จะเยอะ แต่สำหรับบางคน 1,000 เหรียญอาจเป็นแค่เศษเงิน หรือแม้แต่ 10,000 หรือ 100,000 เหรียญก็อาจจะไม่ได้มากมายอะไร ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม สมมติว่าคุณมีรายได้ปีละ 100,000 เหรียญ แต่คุณมีลูกสองคน ต้องเสียภาษี และมีค่าครองชีพสูง เอาเข้าจริงๆ คุณก็ไม่ได้มีเงินเหลือใช้มากมายขนาดนั้น
สมมติว่าคุณกำลังขายสินค้าในราคา 2,000 เหรียญ แต่ลึกๆ ในใจคุณคิดว่าราคานี้มันแพงหูฉี่ แล้วคุณจะมีความมั่นใจไปเสนอขายและขอรับเงิน 2,000 เหรียญจากคนอื่นได้อย่างไร?
เห็นไหมครับว่า ทั้งหมดนี้มันเป็นเพียงแค่ “เรื่องเล่า” ในหัวคุณเท่านั้น
เรื่องเล่าสะท้อนความเป็นจริงในชีวิตคุณ
ลองหันมามองเรื่องความสัมพันธ์ของคุณดูบ้าง คุณแต่งงานมาแล้วกี่ครั้ง? ครั้งเดียว สองครั้ง สาม หรือสี่ครั้ง? ความสัมพันธ์ของคุณตอนนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อใจหรือเปล่า? เต็มไปด้วยความรักไหม? และมีความมั่นคงหรือไม่?
สถานะความสัมพันธ์ของคุณในตอนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องเล่าที่คุณบอกตัวเองมาตลอด และเรื่องเล่าที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “โอกาส” คนส่วนใหญ่มักไม่ได้ทำงานโดยมองหาโอกาสที่เปิดกว้าง แต่ทำงานในลักษณะของการยอมจำนนต่อโชคชะตา พวกเขาไม่ได้ทำงานโดยมองถึงสิ่งที่เป็นไปได้เลย
แต่ความจริงก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้สำหรับคุณเสมอ ซึ่งผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็นในโอกาสต่อไป
ทุกอย่างจะเป็นไปได้ทันที เมื่อคุณหยุดพร่ำบอกเรื่องเล่าเดิมๆ กับตัวเอง (ในอีก 3 ตอนข้างหน้า ผมจะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด และคุณจะกลายเป็นคนที่ไร้ขีดจำกัดทันทีเมื่อคุณหยุดยึดติดกับเรื่องเล่า เพราะเรื่องเล่าในหัวนี่แหละคือตัวการที่ฉุดรั้งคุณจากทุกสิ่งทุกอย่าง)
ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใหญ่ระดับการสร้างอาณาจักรธุรกิจ หรือเป้าหมายเล็กๆ อย่างการไปฟิตเนส ลองจินตนาการดูนะครับ คุณกำลังนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟา ใจหนึ่งก็อยากไปยิม แต่แล้วคุณก็เริ่มสร้างเรื่องเล่าขึ้นมาว่า “อืม… ข้างนอกฝนตกแฮะ วันนี้เหนื่อยจัง ไม่อยากไปเลย เมื่อคืนก็นอนดึก” และสุดท้ายผลเอยก็คือ คุณก็ไม่ได้ไปยิม ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่เรื่องเล่าที่คุณแต่งขึ้นมาเพื่อหยุดตัวเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างคือเรื่องเล่าทั้งนั้น แม้กระทั่งตอนนี้ คุณกำลังสร้างเรื่องเล่าอะไรในหัวเกี่ยวกับสิ่งที่คุณเพิ่งได้ฟังหรือได้อ่านในบทความนี้อยู่หรือเปล่า? เพราะทุกสิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่นี้มันก็คือเรื่องเล่า และคุณเองก็กำลังสร้างเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าของผมอีกที
อิทธิพลของเรื่องเล่าเชิงบริบท (Contextual Story)
ลองมาดูตัวอย่างเรื่องเล่าอีกเรื่องกันครับ: ผมมีญาติผู้หญิงคนหนึ่ง เธอไม่เคยมีงานประจำทำเลย งานไม่มั่นคง ได้รับค่าแรงแค่ขั้นต่ำ และต้องย้ายบ้านเช่าอยู่บ่อยๆ แต่แล้ววันหนึ่ง เธอกลับขับรถป้ายแดงคันใหม่เอี่ยมมาที่บ้านแม่ของผม ผมตกใจมากจนต้องหันไปถามน้องสาวว่า “เธอไม่มีเงินไม่ใช่เหรอ แถมยังไม่ได้ทำงานเป็นหลักเป็นแหล่งด้วย? เธอไปเอาเงินที่ไหนมาซื้อรถใหม่เนี่ย?”
น้องสาวผมตอบกลับมาสั้นๆ ว่า “เธอก็บ้าบิ่นเกินกว่าจะรู้ล่ะมั้งว่าตัวเองทำไม่ได้”
สาเหตุที่เธอซื้อรถคันนั้นได้ ก็เพราะในหัวของเธอไม่มีเรื่องเล่าที่คอยบอกว่า “ฉันซื้อรถไม่ได้” (แม้ว่าท้ายที่สุดเธออาจจะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่แพงหูฉี่ก็ตาม)
ในขณะที่ตอนนั้น เรื่องเล่าในหัวของผมกลับบอกว่า การจะซื้อรถได้ คุณต้องมีเครดิตบูโรที่ดี มีประวัติการทำงานที่น่าเชื่อถือ และมีความมั่นคงทางการเงิน ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนมีฐานะมั่นคง มีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่กลายเป็นว่า “เรื่องเล่า” ของผมเองนี่แหละที่กลับเป็นกำแพงขวางกั้นโอกาสเสียเอง
ลองเปรียบเทียบเรื่องเล่าของเธอกับของผมดูสิครับ
- เรื่องเล่าของเธอ: “ถ้าฉันอยากได้รถใหม่ ฉันก็แค่ต้องหาวิธีเอามันมาให้ได้”
- เรื่องเล่าของผม: “ฉันต้องมีทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แบบก่อนถึงจะซื้อได้”
เหตุการณ์นั้นทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนและสำรวจเรื่องเล่าของตัวเองอย่างจริงจังว่า มีเรื่องเล่าอะไรอีกบ้างที่กำลังกักขังและจำกัดศักยภาพของผมอยู่?
สำหรับคุณเองก็เช่นกันครับ ลองสำรวจตัวเองดู ลึกๆ แล้ว มีเรื่องเล่าอะไรที่กำลังจองจำชีวิตคุณอยู่บ้าง?
ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน แม้แต่ตอนกำลังขับรถ ลองสังเกตเรื่องเล่าที่คุณมักจะบ่นกับตัวเองโดยไม่รู้ตัวดูสิ เช่น เรื่องเกี่ยวกับคนขับรถคันอื่น รถขับเร็วเกินไป คนไม่เปิดไฟเลี้ยว เสียงบีบแตร คนแก่ขับรถ น้องหมาข้างถนน หรือร้านอาหารเปิดใหม่ หรือถ้าคุณอยู่ที่ทำงานหรือที่บ้าน ลองทบทวนดูว่าในช่วง 10-15 นาทีที่ผ่านมา คุณเผลอเล่าเรื่องอะไรให้ตัวเองฟังไปแล้วบ้าง?
เรื่องเล่าที่ทำให้คุณล้มเหลว (มรดกตกทอดทางความคิด)
ทีนี้เรามาดู “เรื่องเล่าที่ทำให้คุณล้มเหลว” กันบ้าง (ซึ่งผมเคยพูดถึงประเด็นนี้มาแล้วหลายครั้ง) หลายคนที่มาฟังผมเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังนั้นเราลองมาเจาะลึกถึงเรื่องเล่าที่คุณได้รับการปลูกฝังมาจากพ่อแม่หรือบรรพบุรุษของคุณดูครับ
สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากทั่วโลกยังคงเผชิญกับปัญหาทางการเงิน ก็คือเรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อและถ่ายทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย
ยกตัวอย่างเช่น ปู่ของผมเคยเล่าให้ฟังถึงความยากลำบากในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) พวกเขาต้องไปยืนต่อแถวรอรับแจกอาหาร การหางานทำเป็นเรื่องที่ยากเข็ญและลำบากแสนสาหัส เรื่องราวความขัดสนเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังรุ่นพ่อแม่ของผม และพวกเขาก็เอามาเล่าให้ผมฟังต่ออีกทอดหนึ่ง
ดังนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนให้คุณลองสำรวจเรื่องเล่าของคุณเองดูว่า เรื่องเล่าที่คุณยึดถือนั้นมันเกี่ยวกับอะไรกันแน่…
หนึ่งในเรื่องเล่าสุดคลาสสิกที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ “คุณต้องทำงานให้หนัก (เพื่อจะได้มีเงิน)” – ขอบอกเลยว่านี่มันเป็นเรื่องเล่าที่ไร้สาระเอามากๆ! ผมเห็นคนรวยระดับมหาเศรษฐีตั้งมากมายที่ร่ำรวยขึ้นมาได้โดยที่พวกเขาไม่ได้ทำงานหนักเลยด้วยซ้ำ
แล้วเรื่องเล่าของคุณล่ะคืออะไร? คุณยังเชื่อฝังหัวอยู่หรือเปล่าว่า คุณต้องทำงานให้อาบเหงื่อต่างน้ำถึงจะได้เงินก้อนโตมา? ในความเป็นจริงแล้ว มันตรงกันข้ามเลยครับ
สิ่งที่ผมทำเป็นอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตัวเองคือการสร้าง “การเปลี่ยนแปลง” และก่อนหน้านี้ผมก็เป็นวิทยากรสอนเรื่องศิลปะการโน้มน้าวใจ ซึ่งผมรักในงานที่ผมทำมากๆ
ผมแค่ “ลงทุนเวลา” ไปกับการสร้างสรรค์พอดแคสต์นี้ การให้คำปรึกษาแบบสดๆ และการจัดคอร์สฝึกอบรม ผมไม่ได้ทำงานหนักเลย ผมแค่ลงทุนเวลาไปกับมัน เอาจริงๆ ผมรู้สึกเหมือนไม่ได้ทำงานเลยด้วยซ้ำ เพราะสำหรับผมมันไม่ใช่ “งาน” (Work) แต่มันคือ “สิ่งที่ทำด้วยความรัก” (Labor of love)
จำไว้นะครับ ไม่ว่าเรื่องเล่าของคุณจะเป็นอย่างไร มันก็จะกลายมาเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นจริงของคุณ หากคุณเคยได้ยินคนพูดว่า “เงินทองเป็นของหายาก” นั่นไม่ใช่ความจริง แต่มันเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเท่านั้น
ลองสำรวจเรื่องเล่าของคุณดู ลองกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านของคุณสิ สิ่งของเหล่านี้แหละคือประจักษ์พยานของเรื่องเล่าที่คุณมีเกี่ยวกับ “สิ่งที่คุณคิดว่าตัวเองคู่ควรที่จะมี” มองออกไปที่รถของคุณ คุณกำลังขับรถหรูดูดี หรือขับรถเก่าๆ โทรมๆ? เรื่องเล่าที่คุณใช้บอกตัวเองเกี่ยวกับรถที่คุณขับอยู่คืออะไร? ลองเปิดดูตัวเลขในบัญชีธนาคารของคุณดูสิ ทุกสิ่งรอบตัวคุณล้วนก่อร่างสร้างตัวมาจากเรื่องเล่า เรื่องเล่าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของคุณ และคุณเองก็เป็นคนเล่าเรื่องราวเหล่านี้เพื่อตอกย้ำตัวตนของตัวเอง
มีตัวอย่างหนึ่งครับ นายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์คนหนึ่งเคยมาปรึกษาผม เขาบอกว่าเขาไม่เข้าใจตัวเองเลย เขาเรียนจบปริญญา อาศัยอยู่ในเมืองที่เจริญ มีการศึกษาที่ดี และมีหน้าที่การงานที่มั่นคง แต่เขากลับไม่รวยเหมือนคนอื่นๆ ผมมีโอกาสได้ไปคุยกับเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยาชาวผิวขาวรุ่นเก่า พอคุยไปคุยมาผมก็พบว่า นายหน้าคนนี้ลึกๆ แล้ว เขามองตัวเองเป็นแค่ “เด็กชายชาวเม็กซิกันยากจนที่มาจากสลัมฝั่งตรงข้ามทางรถไฟ”
ลองคิดตามประโยคนี้ให้ดีนะครับ “เด็กชายชาวเม็กซิกันยากจนจากอีกฝั่งรางรถไฟ”
แมัว่าเขาจะพาตัวเองมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หรูหรา ร่างกายของเขาทำงานอยู่ที่นั่น แต่ตัวตนลึกๆ และเรื่องเล่าที่ฝังหัวเขาอยู่ กลับยังคงเป็นเพียงเด็กยากจนคนเดิมจากฝั่งตรงข้ามทางรถไฟ เห็นไหมครับว่า เรื่องเล่าในหัวของเขากำลังเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิตของเขาอยู่
เรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตรงกับชีวิตของคุณไปเสียทั้งหมด แต่มันก็น่าจะมีบางแง่มุมที่เชื่อมโยงกับคุณได้ คุณเคยเป็นเด็กที่ไม่ได้โดดเด่นหรือเป็นที่นิยมในโรงเรียนหรือเปล่า? หรือคุณเคยรู้สึกว่าตัวเองเติบโตมาจากจุดที่ติดลบไหม?
ไม่ว่าเรื่องเล่าของคุณจะเป็นแบบไหน ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอยู่ที่ใด หรือไม่ว่าคุณจะมีโอกาสดีๆ วิ่งเข้ามาหามากแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็จะดำเนินชีวิตตามบทบาทในเรื่องเล่าของคุณเสมอ
คุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา
ในเนื้อหาตอนนี้เรากำลังพูดคุยกันถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ผมอยากจะถามคุณว่า เรื่องเล่าที่คุณมีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงคืออะไร?
คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อฝังหัวว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากแสนเข็ญ หรือไม่ก็ต้องใช้เวลายาวนาน แต่ความจริงก็คือ ทั้งคุณและทุกคนบนโลกใบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในพริบตาเดียว
คุณสามารถเลือกที่จะลุกขึ้นยืน นั่งลง เดินไปข้างหน้า ถอยหลัง ปิดเนื้อหานี้ทิ้งไป หรือจะตั้งใจอ่านต่อไปก็ได้ ไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ คุณสามารถเปลี่ยนใจและเปลี่ยนการกระทำได้ง่ายๆ และรวดเร็วเพียงลัดนิ้วมือ
แม้แต่สมองของเราเองก็สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้จากการทดลองเพียงแค่ครั้งเดียว ยกตัวอย่างเช่น คุณไม่จำเป็นต้องเอามือไปแตะเตาไฟที่กำลังร้อนฉ่าถึงสองครั้งเพื่อที่จะบอกตัวเองว่า “โอ๊ย ร้อนจัง ฉันควรจะลองแตะมันอีกรอบดีไหมนะ?” ไม่เลย คุณเรียนรู้ได้ทันทีว่ามันร้อนตั้งแต่การแตะครั้งแรก
มนุษย์เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างรวดเร็วมาก แต่เป็นเพราะคนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นยากลำบาก ดังนั้น สำหรับพวกเขาแล้ว การเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นเส้นทางที่ทั้งยาวไกลและยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ
นอกจากนี้ เรื่องเล่าของคุณยังมีสิ่งที่เรียกว่า “บริบทครอบคลุม” (Contextual Story) ซ่อนอยู่ด้วย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ลูกค้าของผมคนหนึ่งมาบ่นให้ฟังว่า “จิม ไม่ว่าผมจะพยายามทำยังไง ผมก็ไม่สามารถลดน้ำหนักได้เลย”
ไม่ว่าคุณจะใช้คำศัพท์สวยหรูแค่ไหน เช่น การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก การควบคุมน้ำหนัก หรือการไดเอท คำเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คุณคุ้นเคยดี แต่ลูกค้ารายนี้เขามีเรื่องเล่าเชิงบริบทที่ฝังหัวว่า “ไม่ว่าผมจะทำยังไง ผมก็ลดน้ำหนักไม่ได้”
ลองสังเกตดูนะครับว่า เรื่องเล่านี้มันส่งผลร้ายแรงอย่างไร สมมติว่าเขาคิดหาทางออกสารพัดวิธี เช่น “ฉันควรลองใช้วิธีสะกดจิตบำบัดดีไหม ฉันน่าจะไปปรึกษานักโภชนาการ ฉันควรจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัว ฉันไปยิมได้นี่ ฉันทำนั่นทำนี่ได้ ฉันควรตื่นมาเดินตอนเช้า ออกไปวิ่ง เล่นคาร์ดิโอ หรือเข้าตู้อบซาวน่าอินฟราเรดดี”
ไอเดียและวิธีการต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งเขาอาจจะเคยลองมาแล้วนับไม่ถ้วน ท้ายที่สุดแล้วมันก็ถูกหักล้างและทำลายทิ้งโดยเรื่องเล่าเชิงบริบทประโยคเดียวที่ว่า “ไม่ว่าผมจะทำยังไง ผมก็ไม่สามารถลดน้ำหนักได้”
ดังนั้น ในตอนนี้ที่ผมกำลังแบ่งปันเรื่องนี้กับคุณ ผมอยากให้คุณลองคิดตามว่า อะไรคือ “เรื่องเล่าเชิงบริบท” ที่ครอบงำทุกมิติสำคัญในชีวิตของคุณอยู่?
เพราะถ้าเรื่องเล่าเชิงบริบทที่คอยบงการชีวิตคุณคือประโยคจำพวก “ไม่ว่าฉันจะทำยังไง ฉันก็หาเงินไม่ได้”, “ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน ฉันก็ลดความอ้วนไม่ได้”, “ไม่ว่าฉันจะลองวิธีไหน มันก็ไม่เคยได้ผล” หรือ “บนโลกนี้ไม่มีผู้ชายหรือผู้หญิงดีๆ หลงเหลืออยู่หรอก” หากประโยคเหล่านี้คือเรื่องเล่าหลักที่คุณยึดถือ ทุกประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านเข้ามาก็จะถูกบดบังและถูกชักใยจากกรอบความคิดลบๆ เหล่านั้นทั้งหมด
หลายปีก่อน พี่เขยของผมซึ่งเป็นนักเยียวยาจิตวิญญาณ เคยพูดเตือนสติผมประโยคหนึ่งว่า “เมื่อนักรบหยุดการพร่ำบ่นกับตัวเอง เมื่อนั้นแม้แต่ภารกิจที่บ้าระห่ำและเป็นไปไม่ได้ที่สุด ก็จะกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ขึ้นมาทันที”
สิ่งที่ผมอยากให้คุณตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งก็คือ ทุกครั้งที่คุณมองหน้าตัวเองในกระจก คุณกำลังบ่มเพาะผลลัพธ์ทั้งในแง่ดีและแง่ร้ายให้กับทุกสิ่งในชีวิต ผ่านแค่ “การพูดกับตัวเอง” เท่านั้น
บทสรุปแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformation Takeaway)
ดังนั้น ก่อนที่เราจะปิดท้ายเนื้อหาในบทความนี้ ผมมีคำถามอยากจะให้คุณลองกลับไปคิดทบทวนดู
คำถามแรก: สมมติว่าคุณมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเงิน การขาย และการเป็นนักขายว่า “ฉันไม่อยากถูกมองว่าเป็นเซลส์แมนที่น่ารำคาญ”
เรื่องเล่าแบบนี้มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคุณอย่างไรบ้าง? ลองหยุดคิดสักครู่นะครับว่า ชุดความคิดนี้กำลังทำร้ายคุณอย่างไร?
ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ดูก่อน คนส่วนใหญ่มักจะไม่เคยมองในมุมนี้ สมมติว่าตอนนี้คุณมีรายได้ปีละ 100,000 เหรียญ ทั้งๆ ที่ลึกๆ คุณยังคงมีความคิดฝังหัวว่า “อาชีพนักขายเป็นอะไรที่น่ารำคาญและดูเชย”
ลองจินตนาการดูสิครับว่า ถ้าคุณสามารถสลัดความคิดลบๆ นั้นทิ้งไปได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับศักยภาพของคุณ? ผมเคยเป็นวิทยากรสอนเรื่องการขาย การโน้มน้าวใจ และศิลปะการมีอิทธิพลต่อผู้คน ผมพบว่าหลายคนไม่ได้ตระหนักเลยว่า แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนขับเคลื่อนด้วยการซื้อขายทั้งสิ้น ขนาดคุณที่กำลังฟังหรืออ่านบทความของผมตอนนี้ ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน อุปกรณ์เหล่านั้นก็ล้วนต้องผ่านกระบวนการ “ขาย” มาเพื่อให้ถึงมือคุณ เห็นไหมครับว่าทุกอย่างคือการขาย
ทีนี้กลับมาที่คำถาม สมมติว่าคนที่ยึดติดกับความคิดที่ว่า “ฉันไม่อยากถูกมองว่าเชย และนักขายส่วนใหญ่ก็ชอบตื๊อน่ารำคาญ” สามารถทำรายได้ถึงปีละ 100,000 เหรียญ ลองคิดดูสิว่า หากพวกเขาปลดล็อกตัวเองจากความคิดนี้ได้ พวกเขาจะสามารถทำเงินได้มหาศาลขนาดไหน?
ถ้าขนาดมีกำแพงความคิดมากั้นยังทำเงินได้ถึง 100,000 เหรียญ หากไร้ซึ่งกำแพงนี้ พวกเขาอาจจะทำรายได้ทะยานไปถึง 200,000 เหรียญต่อปีเลยก็เป็นได้ ลองนึกภาพการเพิ่มรายได้ขึ้นเป็นสองเท่าดูสิครับ – 200,000 เหรียญต่อปีเชียวนะ!
แล้วลองคูณตัวเลขระยะยาวดู ถ้าคนคนนี้ยังคงอยู่ในสายงานขายไปอีก 20 ปี คุณคิดว่าความเชื่อผิดๆ เพียงเรื่องเดียวนี้ ทำให้เขาสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ไปมากเท่าไหร่? แทนที่พวกเขาจะมีรายได้รวม 2 ล้านเหรียญในระยะเวลา 20 ปี พวกเขาอาจจะทำเงินได้สูงถึง 4 ล้านเหรียญ! และนี่เรายังไม่ได้พูดถึงผลตอบแทนทบต้น หากนำเงินส่วนต่างนี้ไปลงทุนต่อยอดด้วยซ้ำ
ดังนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องธุรกิจและรายได้ การยึดติดกับ “เรื่องเล่า” ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย อาจจะกำลังทำให้คุณสูญเสียเงินไปหลายล้านดอลลาร์โดยที่คุณไม่รู้ตัว
คำถามต่อไปก็คือ: แล้วคนเหล่านั้นที่เขามีในสิ่งที่คุณปรารถนาอยากจะมีล่ะ พวกเขามีชุดความคิดหรือเรื่องเล่าในหัวแบบไหนกัน?
ไม่ว่าตอนนี้คุณจะยืนอยู่ ณ จุดใด คุณก็กำลังดำเนินชีวิตตามเรื่องเล่าของคุณเอง และไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะอยู่ในจุดที่สูงส่งแค่ไหน พวกเขาก็กำลังใช้ชีวิตตามเรื่องเล่าของตัวเองเช่นกัน (เราจะเจาะลึกในประเด็นนี้กันเพิ่มเติมในภายหลัง)
เมื่อเราสร้างเรื่องราวขึ้นมาในหัว มันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะแต่งเรื่องอะไร เพราะจิตใต้สำนึกของเรานั้นไร้เดียงสาจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรคือความจริงที่เกิดขึ้น และอะไรคือสิ่งที่คุณจินตนาการขึ้นมาเอง ไม่ว่าคุณจะเล่าเรื่องอะไรกรอกหูตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท้ายที่สุดคุณก็จะเชื่อมันอย่างสนิทใจ โดยไม่สนเลยว่าเรื่องนั้นจะ “จริง” หรือไม่ หรือแม้กระทั่งว่าตอนแรกคุณจะไม่ได้เชื่อมันก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่น บางคนที่ชอบพูดโกหก ไม่มีใครหรอกครับที่วางแผนล่วงหน้าว่า “เดี๋ยวฉันจะโกหกเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ นะ พอถึงครั้งที่เก้าฉันจะยอมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง” ไม่เลย พวกเขาแค่พูดโกหกซ้ำไปซ้ำมา และเนื่องจากจิตใต้สำนึกของเราเรียนรู้และทำงานผ่าน “การทำซ้ำ” เมื่อจิตใต้สำนึกได้รับฟังคำโกหกนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็จะเริ่มซึมซับและปักใจเชื่อ จนในที่สุดคำโกหกนั้นก็กลายร่างเป็นความจริงอันบิดเบี้ยวสำหรับคนคนนั้นไปเลย แม้ว่าลึกๆ แล้วพวกเขาจะรู้เต็มอกว่ามันเป็นเรื่องโกหกมาตั้งแต่แรกก็ตาม
สรุปก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณคือเรื่องราว หากวันนี้คุณยังไม่มีในสิ่งที่คุณต้องการ นั่นแสดงว่ามีเรื่องราวบางอย่างกำลังตั้งป้อมขัดขวางคุณอยู่ และถ้าคุณต้องการผลลัพธ์ใหม่ สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือ “เปลี่ยนเรื่องเล่าซะ”
ดังนั้น ในทุกๆ บทความของผม จะมีสิ่งที่ผมเรียกว่า “บทสรุปแห่งการเปลี่ยนแปลง” (Transformation Takeaway) ซึ่งมาในรูปแบบของชุดคำถาม คุณอาจจะอยากหยิบกระดาษปากกามาจดเอาไว้เลยนะครับ (แต่ถ้าใครกำลังขับรถอยู่ รอก่อนนะครับ อย่าเพิ่งจด!) นี่คือ 2 คำถามสำคัญที่ผมอยากให้คุณได้นำกลับไปทบทวนจากบทความนี้:
- 1. ฉันต้องการมีประสบการณ์ชีวิตแบบไหน?
- 2. เรื่องเล่าแบบไหนที่จะช่วยเนรมิตชีวิตแบบนั้นให้กับฉันได้?
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะชื่นชอบและได้แง่คิดจากบทความว่าด้วยเรื่องของ “Story” หรือเรื่องเล่าที่บงการชีวิตของคุณในตอนนี้นะครับ
โปรดติดตามในตอนต่อไป ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้เจาะลึกเกี่ยวกับ “ชีววิทยาแห่งความกลัว” (The Biology of Fear)
ฟังไม่ผิดครับ ผมไม่ได้พูดถึง “จิตวิทยา” (Psychology) แต่ผมกำลังจะพูดถึง “ชีววิทยา” (Biology) ของความกลัว ว่าแท้จริงแล้วกลไกทางสมองของคุณต่างหาก ที่กักขังคุณให้ติดแหง็กอยู่กับที่ ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับจิตสำนึกที่คุณควบคุมได้ ไม่มีใครบนโลกหรอกครับที่พูดว่า “เฮ้! ตอนนี้บ่ายสามโมงแล้ว ถึงเวลาที่ฉันควรจะรู้สึกหวาดกลัวสักหน่อยดีกว่า” ความกลัวมันผุดขึ้นมาจากกรอบความคิดในระดับจิตใต้สำนึก และเป็นกลไกที่ถูกสั่งการโดยตรงจากสมองของคุณเอง
ในเนื้อหาตอนถัดไป ผมจะมาเปิดเผยกระบวนการง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถแยกแยะและปลดแอกตัวเองออกจากความกลัว พร้อมทั้งสอนวิธีกำจัดความกลัวออกไปจากชีวิตของคุณอย่างสิ้นเชิง ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับฟังและอ่านบทความนี้ครับ
จากเนื้อหาทั้งหมดที่คุณได้อ่านไปนี้ คุณคิดว่าลึกๆ แล้วมี “เรื่องเล่า” ประโยคไหนบ้างไหมครับ ที่คุณมักจะเผลอบอกตัวเองซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว?

