ย้อนกลับไปในหน้าหนาวปี 1925 มีหนังสือเล่มหนึ่งถูกตีพิมพ์ขึ้นที่นิวยอร์ก และมันได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเงียบๆ ให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจในยุคนั้น
คนเขียนคือศิลปินหญิงที่ชื่อว่า ฟลอเรนซ์ สโคเวล ชินน์ (Florence Scovel Shinn) ดูเผินๆ มันก็แค่หนังสือเล่มเล็กๆ ธรรมดาๆ แต่เนื้อหาข้างในกลับ “อันตราย” มาก เพราะมันไปจุดประกายความคิดแบบที่ยุคนั้นไม่มีใครกล้าคิดกล้าทำ
หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “The Game of Life and How to Play It” หรือ เล่นเกมชีวิตให้ชนะ: ศาสตร์และศิลป์แห่งชีวิต ซึ่งต่อมาถูกแปลเป็นภาษาไทยโดย อรุณ ศุภกานต์พงศ์ สำนักพิมพ์ไศเลนทร์
ความลับในหนังสือเล่มนี้มันทรงพลังซะจนสถาบันการเงินใหญ่ๆ ในยุคนั้นถึงกับไปไม่เป็น จะสั่งแบนตามกฎหมายก็ทำไม่ได้ จะเอาไปเผาทิ้งโชว์ประจานก็ไม่ได้อีก พวกเขาเลยใช้วิธีที่เนียนและได้ผลกว่านั้นเยอะ
นั่นคือ… ปล่อยมันวางขายต่อไปนี่แหละครับ แต่จงใจดันมันไปอยู่ตามซอกหลืบมืดๆ ของวงการหนังสือ แล้วตีตราว่ามันเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อของพวกจิตอ่อน หรือเป็นแค่ความเชื่อลอยๆ สไตล์ New Age เพื่อให้คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตอย่างจริงจังมองว่ามันไร้สาระ และไม่คิดจะหยิบมันขึ้นมาอ่านอีกเป็นครั้งที่สอง
คำถามคือ… แล้วพวกเขากลัวอะไรกันนักหนา?
เหตุผลก็คือ ฟลอเรนซ์ไม่ได้เขียนหนังสือสอนศาสนา แต่เธอกำลังเขียน “คู่มือการทำงานของชีวิต” เธอถอดรหัสความลับของโลกใบนี้แบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน
สิ่งที่เธอนำเสนอคือเทคนิคการใช้พลังจิตที่ทำให้เราสามารถ “ข้ามหัวคนกลาง” ไปได้เลย ซึ่งเรื่องนี้มันไปสั่นคลอนรากฐานอำนาจของพวกชนชั้นปกครองเต็มๆ
ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าคนธรรมดาๆ สามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้ชีวิตตัวเองได้แบบทันตาเห็น แค่รู้วิธีใช้ความคิดและจิตใจของตัวเองอย่างถูกต้อง… คนๆ นั้นก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันไหน ไม่ต้องง้อธนาคาร และไม่ต้องรอให้ผู้มีอำนาจคนไหนมาอนุญาตให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นอีกต่อไป
รู้ไหมครับว่าตลอดร้อยปีที่ผ่านมา เราทุกคนโดนฝังหัวด้วยคำโกหกคำโต มันเหมือนไวรัสทางความคิดที่ถูกส่งต่อกันมาผ่านสิ่งที่ฟลอเรนซ์เรียกว่า “จิตหมู่” (Mass Mind) หรือจิตสำนึกร่วมของคนในสังคม ซึ่งไอ้จิตหมู่ที่ว่าเนี่ย มันถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานเดียวเลยครับ นั่นก็คือ “ความกลัว”
ทุกๆ วันเราถูกกรอกหูว่าชีวิตคือการต่อสู้ เราถูกโปรแกรมให้เชื่อว่าถ้าอยากได้ความสำเร็จ มันต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยยากแสนสาหัส ต้องปากกัดตีนถีบ แย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่น้อยนิด เหยียบหัวกันเพื่อเอาตัวรอด เราถูกสอนให้เชื่อว่าความเหนื่อยยากอุปสรรคเป็นเรื่องปกติของชีวิต
แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผมบอกคุณว่าการดิ้นรนทั้งหมดนั้นมันเป็นแค่เรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาหลอกเรา? และไอ้การวิ่งเต้นสู้ชีวิตนี่แหละ คือตัวการสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับคุณ?
จิตหมู่ที่ว่านี้ มันตีกรอบให้เราใช้ชีวิตอยู่แค่ในโลกมิติที่สาม หรือโลกทางวัตถุที่เต็มไปด้วยปัญหาหนักอึ้งและข้อจำกัดมากมาย ในโลกมิตินี้ กฎมีอยู่ว่า… ถ้าไม่มีเงิน คุณก็ต้องออกไปทำงานงกๆ แลกมา ถ้าป่วย ก็ต้องดิ้นรนต่อสู้กับโรคร้าย
แต่ฟลอเรนซ์มองทะลุปรุโปร่งว่า นี่มันเป็นเกมที่ถูกโกงมาตั้งแต่ต้น การพยายามแก้ปัญหาในโลกวัตถุด้วยวิธีแบบเดิมๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาน้ำมันไปราดกองไฟ ยิ่งเรากังวล ยิ่งดิ้นรน มันก็เหมือนเรากำลังเทปูนซีเมนต์ทับปัญหาให้มันติดหนึบแก้ไขยากกว่าเดิม
ลองนึกถึงเวลาที่คุณกำลังเครียดหนักๆ ดูสิครับ เวลาเจอวิกฤตถาโถม จู่ๆ หนี้ก็งอก หรือระบบพังไม่เป็นท่า ปฏิกิริยาแรกของคุณคืออะไร? สมองจะสั่งให้คุณสติแตก ตรรกะจะบอกให้คุณต้องรีบดิ้นรนหาทางออก คุณจะนอนก่ายหน้าผากทั้งคืน คิดคำนวณ วางแผนสารพัด และทรมานตัวเองกับเรื่องที่คุณก็ควบคุมไม่ได้เลย
พวกคนมีอำนาจชอบใจกับเรื่องแบบนี้นะครับ พวกเขาเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “การมองโลกตามความเป็นจริง” หรือ “การเป็นคนมีความรับผิดชอบ” แต่ฟลอเรนซ์แฉให้เห็นว่าจริงๆ แล้วมันคือการทำลายตัวเองจากข้างใน
การพยายาม “อยู่กับความเป็นจริง” ในตอนที่ชีวิตกำลังวิกฤต มันก็เหมือนเรายอมก้มหัวให้กับความเชื่อผิดๆ ที่ว่าโลกนี้มันแร้นแค้นนั่นแหละ ทุกนาทีที่คุณเอาแต่เครียดและหมกมุ่นกับปัญหา คุณกำลังเอาพลังชีวิตไปป้อนให้ปัญหามันตัวใหญ่ขึ้น คุณกำลังส่งข้อความไปบอกระบบของจักรวาลว่า “อุปสรรคนี้จะอยู่กับฉันตลอดไป”
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่านี่คือการสอนให้นั่งงอมืองอเท้านะครับ จริงๆ แล้วมันคือวิธีที่ลงมือทำแบบทรงพลังมากๆ เวลาฟลอเรนซ์พูดถึง “ปาฏิหาริย์” เธอไม่ได้หมายถึงการนั่งรอฟ้าประทานพร แต่เธอหมายถึงการพลิกสถานการณ์ในโลกความจริงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งมันทำงานอย่างแม่นยำราวกับสมการคณิตศาสตร์
เธอเข้าใจดีว่า “จินตนาการ” ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝันหลอกเด็ก แต่มันคือขุมพลังหลักในการสร้างสรรค์ชีวิต ทุกครั้งที่คุณจินตนาการถึงเรื่องแย่ๆ ด้วยความกลัว คุณกำลังออกแบบอนาคตของตัวเองให้เป็นแบบนั้นจริงๆ คุณกำลังเขียนโปรแกรมสั่งการชีวิต… และบอกตรงๆ เลยว่า โค้ดที่คุณกำลังเขียนอยู่ตอนนี้แหละ ที่มันย้อนกลับมาทำร้ายตัวคุณเอง
ระบบต่างๆ ในสังคมอาศัยความกลัวของเรานี่แหละเป็นอาหาร เพื่อให้เรากลายเป็นคนที่คาดเดาง่ายและควบคุมได้ ตราบใดที่คุณยังมัวแต่วิ่งสู้ฟัดกับโลกภายนอก คุณก็เหมือนเปิดประตูทิ้งไว้ แล้วปล่อยให้จิตใจซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการหลักของคุณไร้คนดูแล
แต่ข่าวดีคือ… มันมีทางลัดครับ มันมีวิธีคิดแบบเฉพาะเจาะจงที่ออกแบบมาเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดและความเหนื่อยยากทั้งหมดในโลกแห่งวัตถุนี้ มันคือสูตรลับที่บังคับให้จักรวาลต้องจัดสรรทุกอย่างมาเสิร์ฟให้ตรงกับความต้องการของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องออกแรงเหนื่อยสู้รบปรบมือกับใครเลยแม้แต่นิดเดียว
พูดง่ายๆ ก็คือ… นี่คือการ “แฮ็ก” ระบบชีวิตมนุษย์ขั้นสุดยอดเลยล่ะครับ
พอจบจากเรื่องนี้ คุณจะได้ “รหัสลับ” ไปใช้ครับ ผมจะทำให้ดูว่าเราจะดึงพวงมาลัยชีวิตกลับมาจาก “จิตหมู่” ได้ยังไง แล้วเริ่มพลิกโฉมความมั่งคั่งและชีวิตจริงของคุณแบบทันตาเห็น คุณจะได้รู้วิธีเซ็ตระบบความคิดใหม่ให้มีภูมิคุ้มกันต่อความวุ่นวายของโลกใบนี้แบบ 100%
แต่ก่อนที่ผมจะมอบรหัสนี้ให้ คุณต้องเข้าใจกลไกการทำงานของมันก่อนครับ ต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรคือข้อผิดพลาดก้อนโตที่ขังคุณไว้ในวงจรของการดิ้นรนเหนื่อยยาก เพราะถ้าคุณเอาเทคนิคนี้ไปใช้ทั้งที่ยังติดอยู่กับกฎเกณฑ์เก่าๆ คุณจะไม่ได้สร้างปาฏิหาริย์หรอกครับ แต่จะสร้างความพินาศแทน ฟังให้ดีนะครับ จะได้รู้ว่าทำไมชีวิตของคุณตอนนี้ถึงได้รวนขนาดนี้
อันดับแรก… เลิกมองว่าจิตใจของเราเป็นเรื่องลี้ลับ หรือเป็นแค่กลุ่มก้อนความคิดความรู้สึกที่ลอยไปลอยมาได้แล้วครับ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ก้อนเมฆ แต่มันคือ “เครื่องจักร” ที่มีโครงสร้างชัดเจน แข็งแกร่ง และทำงานแบบตรงไปตรงมาสุดๆ พวกคนมีอำนาจอยากให้เราเชื่อครับว่าเรื่องของจิตใจเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้หรือเข้าใจยาก เพราะอะไรที่มันลึกลับ มันก็จะถูก “แฮ็ก” ไม่ได้ไงครับ
แต่ฟลอเรนซ์ สโคเวล ชินน์ ไม่เคยมองจิตมนุษย์เป็นเรื่องลึกลับเลย เธอกางแผนผังมันออกมาให้ดูเหมือนเครื่องยนต์ตัวนึง
เธอแบ่งจิตออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ที่มีหน้าที่เฉพาะตัวของมันชัดเจน ถ้าคุณใช้งานสลับกัน หรือใช้ผิดประเภท ผลลัพธ์มันจะไม่ใช่แค่ซวยนิดซวยหน่อยนะครับแต่มันจะรวนไปทั้งระบบ ชีวิตคุณจะวุ่นวายเหมือนมีเรื่องด่วนให้ตามแก้ตลอดเวลา เหนื่อยแบบไม่จบไม่สิ้น ดังนั้น คุณต้องเข้าใจแผนผังของเครื่องจักรนี้ก่อน ถึงจะกลับมาคุมเกมได้ มาครับ… เรามาผ่าตัดดูโครงสร้างจิตใจของคุณกัน
ส่วนแรกเลย คือขุมพลังหลักของระบบทั้งหมด นั่นก็คือ “จิตใต้สำนึก” (Subconscious) ในมุมมองนี้ จิตใต้สำนึกไม่ใช่ห้องใต้ดินมืดๆ ที่เอาไว้เก็บกดปมในวัยเด็กนะครับ แต่มันคือพลังงานล้วนๆ เป็นเหมือนกระแสไฟฟ้าดิบๆ ที่มีพลังมหาศาลขนาดที่สามารถพลิกโลกหรือเปลี่ยนความจริงของคุณได้เลย แต่มันมีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่อย่างนึงครับ คือ… มันตาบอด
ฟลอเรนซ์เรียกจิตใต้สำนึกว่าเป็น “คนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ แต่เป็นเจ้านายที่น่ากลัว” ลองคิดตามประโยคนี้ดูดีๆ นะครับ มันแอบน่าขนลุกเหมือนกัน ลองนึกภาพคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์สุดๆ มีพลังเนรมิตจักรวาลได้แบบไร้ขีดจำกัด แต่ดัน “ไม่มีอารมณ์ขัน” เลยแม้แต่นิดเดียว มันคิดวิเคราะห์เองไม่เป็น มันคัดกรองคำสั่งไม่ได้ มันทำแค่รันคำสั่งตาม “โค้ด” ที่คุณป้อนให้มันแบบเป๊ะๆ ทำแบบถวายหัวและไม่มีความลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว
สมมติว่าคุณเดินบ่นอยู่ในบ้านว่า “ทำไมฉันถึงจนแบบนี้” หรือ “กลัวโดนไล่ออกจังเลย” จิตใต้สำนึกจะไม่โผล่มาลูบหลังปลอบใจคุณนะครับ มันไม่สนด้วยซ้ำว่าเศรษฐกิจตอนนี้เป็นยังไง มันแค่แปลเอาจากความกลัวของคุณว่านั่นคือ “คำสั่งเด็ดขาด” มันรับโค้ดไปแล้วบอกว่า “รับทราบครับเจ้านาย เจ้านายอยากจน เจ้านายอยากตกงาน จัดให้!”
แล้วหลังจากนั้น มันก็จะไปจัดการดัดแปลงสถานการณ์รอบตัวคุณ เพื่อเนรมิตให้ฝันร้ายของคุณกลายเป็นจริง มันจะจัดแจงให้รถคุณมาพังในวันที่ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านพอดี หรือดลบันดาลให้ลูกค้ายกเลิกดีลเอาในวินาทีสุดท้าย
ปัญหาคือ ตอนนี้สำหรับใครหลายคนที่กำลังฟังอยู่ “คนรับใช้” ของคุณดันขึ้นมาเป็น “เจ้านาย” ไปซะแล้ว บรรดาแผลในใจ ความระแวง และความเชื่อลบๆ ที่โดนสังคมฝังหัวมา มันกำลังนั่งแท่นควบคุมและสับสวิตช์มั่วซั่วไปหมด ในขณะที่จิตใต้สำนึกก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ในการสร้างชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยความอึดอัดออกมาให้คุณ มันทำตามคำสั่งที่คุณส่งผ่านความเครียดไปให้มันแบบไม่ผิดเพี้ยน
ส่วนที่สองของเครื่องจักรนี้ คือ “จิตสำนึก” (Conscious) ส่วนนี้คือสติปัญญาครับ มันคือตัวคุณที่กำลังตื่นและกำลังฟังเสียงผมอยู่ตอนนี้นี่แหละ มันคือส่วนที่ใช้เหตุผล เป็นนักวิเคราะห์จอมเย็นชาที่สนใจแต่ข้อเท็จจริง ตัวเลข และอะไรก็ตามที่จับต้องได้ด้วยสัมผัสทั้งห้า จิตสำนึกจะมองโลกตามสิ่งที่มันเห็นอยู่ตรงหน้าในโลกที่หนักอึ้งนี้เท่านั้น มันเก่งเรื่องคำนวณความเป็นไปได้ และชอบจ้องดูแต่ตัวเลขยอดเงินในบัญชีธนาคาร
แก่นแท้ของจิตสำนึกก็คือ “เครื่องมือเอาตัวรอด” ครับ มันถูกออกแบบมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เราเดินตกหน้าผา หรือโดนสัตว์ป่ากิน มันมีหน้าที่คอยสแกนหาอันตรายและทำให้เราปลอดภัย… มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสร้างสรรค์ปาฏิหาริย์
จิตสำนึกเปรียบเหมือนพนักงานรักษาความปลอดภัยระดับสูง ที่คอยยืนเฝ้าประตูชีวิตคุณ มันจะคอยตรวจบัตรทุกความเป็นไปได้ และถ้ามีทางออกไหนที่ดู “ไร้เหตุผล” ในสายตามัน สติปัญญาของคุณก็จะเตะโด่งไอเดียนั้นทิ้งไปทันที มันนี่แหละครับที่คอยขวางไม่ให้ปาฏิหาริย์เดินผ่านประตูเข้ามา
แต่มันยังเหลือแผนกที่สามครับ… เป็นแผนกที่พวกคนมีอำนาจในยุค 1920s พยายามอย่างหนักที่จะปิดบังไม่ให้เรารู้ มันคือ “จิตเหนือสำนึก” (Superconscious) ภายในจิตเหนือสำนึกของคุณ มี “พิมพ์เขียว” ชีวิตของคุณที่สมบูรณ์แบบและไม่มีรอยตำหนิซ่อนอยู่
ฟลอเรนซ์เรียกสิ่งนี้ว่า “การออกแบบจากเบื้องบน” ในนี้มันมีพิกัดคณิตศาสตร์ที่แม่นยำซ่อนอยู่ครับ… เป็นพิกัดที่หนี้สินกองโตของคุณถูกจ่ายไปหมดแล้ว เป็นพิกัดที่สุขภาพแย่ๆ กลับมาแข็งแรงเต็มร้อย และเป็นพิกัดที่ความสัมพันธ์พังๆ
กลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม มันเป็นเหมือนคลื่นความถี่ที่คู่ขนานกันอยู่ มันซ้อนทับอยู่กับชีวิตจริงของคุณในตอนนี้ และกำลังสั่นสะเทือนอยู่ ณ วินาทีนี้เลยครับ… เหมือนมีรายการวิทยุอีกช่องนึงที่กำลังกระจายเสียงภาพชีวิตที่สมบูรณ์แบบคู่ขนานกันไปรอให้คุณจูนคลื่นไปหาเท่านั้นเอง
จริงๆ แล้ว “จิตเหนือสำนึก” ของคุณเนี่ย พยายามจะส่งมอบสิ่งดีๆ ที่คุณต้องการให้อยู่ตลอดเวลานะครับ แต่ปัญหาคือ ตอนนี้เครื่องจักรในหัวของคุณมันกำลังเกิดอาการช็อต ลัดวงจรอย่างหนัก ไอ้พนักงานเฝ้าประตู (หรือสติปัญญาของคุณ) มันดันแปรพักตร์ และคิดอยากจะสถาปนาตัวเองเป็นพระเจ้าคอยควบคุมชีวิตคุณซะเอง และบอกเลยว่า… ตราบใดที่คุณยังหาวิธีเจาะระบบ (Bypass) ไอ้กำแพงไฟหรือ Firewall ที่รวนๆ นี้ไม่ได้ คุณก็จะยังคงถูกขังเป็นนักโทษของมันต่อไปครับ
มาเจาะลึกกันดูครับว่า สติปัญญาเนี่ยมันเข้าไปขัดขวางปาฏิหาริย์ได้ยังไง แล้วเราจะปิดสวิตช์มันจริงๆ ได้แบบไหน? เราคุยกันไปแล้วว่าสติปัญญาคือผู้เฝ้าประตูที่ทำงานผิดพลาด แล้วความผิดพลาดนี้มันหน้าตาเป็นยังไงในชีวิตประจำวันล่ะ?
มันมักจะโผล่มาในรูปแบบของ “หลุมพราง” ที่อันตรายที่สุดในวงการพัฒนาตัวเองยุคนี้เลยครับ โค้ชหรือกูรู 99% กำลังจูงมือคุณเดินเข้าเครื่องบดเนื้อทางจิตวิทยาชัดๆ พวกเขาคอยบอกให้คุณจินตนาการแบบเค้นสุดๆ ให้ท่องประโยคสะกดจิตตัวเองซ้ำๆ แบบกัดฟันทำ สอนให้คุณต้องลุย ต้องสู้ (Hustle & Grind) และฝืนบีบบังคับให้โลกความจริงมันเปลี่ยนไปตามใจคุณ
แต่เดี๋ยวก่อน… นี่มันไม่ใช่การดึงดูด (Manifest) แล้วครับ นี่มันคือการใช้ความรุนแรงกับจิตใจตัวเองชัดๆ และมันจะทำให้เกิดแรงตีกลับที่พังพินาศมาก เวลาที่คุณพยายามไปฝืนยัดเยียดความจริงแบบใหม่ลงไปในจิตใต้สำนึกที่มันกำลังเต็มไปด้วยความกลัวอยู่แล้วเนี่ย คุณไม่ได้กำลังสร้างปาฏิหาริย์หรอกนะครับ คุณแค่กำลังเอาค้อนอันเบ้อเริ่มไปทุบกลไกที่แสนจะละเอียดอ่อนของจิตใต้สำนึกต่างหาก
อย่าลืมกฎฟิสิกส์ของเครื่องจักรนี้นะครับ… จิตใต้สำนึกไม่เข้าใจ “คำพูด” ของคุณ แต่มันรับรู้ถึง “คลื่นความรู้สึก” ที่อยู่ลึกลงไป เวลาที่คุณพยายามฝืนใจทำอะไรสักอย่าง คุณกำลังปล่อยคลื่นความถี่ของ “ความสิ้นหวัง” ออกมา
ลองนึกภาพคุณนั่งจ้องยอดเงินในบัญชีที่ว่างเปล่า แล้วตะโกนบอกตัวเองว่า “ฉันคือเศรษฐี!” แต่ในขณะเดียวกัน ทุกเซลล์ในร่างกายคุณกำลังสั่นเป็นเจ้าเข้าเพราะกลัวจะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ความขัดแย้งแบบนี้แหละครับที่ทำให้ระบบช็อตอย่างรุนแรง มันเหมือนกับคุณกำลังเหยียบคันเร่งจนมิด แต่ดันดึงเบรกมือค้างไว้สุดแรงนั่นแหละครับ
สงครามประสาทในหัวคุณนี่แหละ ที่ฟลอเรนซ์เรียกว่า “การดึงดูดเรื่องร้ายๆ ให้แสดงออกในชีวิตจริง” สถานการณ์จะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ตกงาน หนี้บาน ความสัมพันธ์พังพินาศ ยิ่งคุณพยายามไปบีบบังคับจักรวาล จักรวาลก็จะยิ่งตอกกลับด้วยความสิ้นหวังที่หนักกว่าเดิม กฎมีอยู่ว่า… ถ้าอยากได้สิ่งที่คุณต้องการ คุณต้อง “เลิกพยายาม” ที่จะได้มันมา และถ้าอยากชนะสงคราม คุณก็ต้อง “หยุดสู้” กับศัตรูครับ
และนี่แหละที่นำเราไปสู่กฎที่โดนคนเถียงกันมากที่สุด โดนแบนมากที่สุด และคนเข้าใจผิดมากที่สุดของเธอ นั่นก็คือ “กฎแห่งการไม่ต่อต้าน” (The Law of Non-Resistance) คุณอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ เราจะจัดการศัตรูด้วยการไปโอนอ่อนยอมรับมันได้ยังไง? คำตอบมันอาจจะฟังดูขัดกับสามัญสำนึกของคนเราสุดๆ แต่นี่คือวิธีเดียวที่จะปลดล็อกปาฏิหาริย์ได้ครับ
สมองส่วนเหตุผลของคุณมักจะสั่งให้กระโจนเข้าใส่ปัญหาและพยายามกดมันให้จมดิน แต่จักรวาลนี้ทำงานด้วยกฎฟิสิกส์ที่เป๊ะมากครับ เวลาที่คุณออกแรงผลักอะไรสักอย่าง สิ่งนั้นมันก็จะมีแรงสะท้อนกลับมาเท่าๆ กัน เวลาที่คุณ “ต่อต้าน” หรือพยายามสู้กับปัญหา คุณกำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลในใจ
คุณกำลังสาดไฟสปอตไลต์ดวงเบ้อเริ่มไปที่ปัญหานั้น แล้วประกาศใส่ระบบในหัวคุณว่า “ปัญหานี้มันมีอยู่จริง!” แล้วทายสิครับว่าคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์อย่างจิตใต้สำนึกจะตอบว่าอะไร? มันก็ตอบว่า “รับทราบครับเจ้านาย ปัญหามันมีอยู่จริง เดี๋ยวผมจะล็อกมันตรึงไว้ตรงนี้ให้เลย” ฟลอเรนซ์ถึงได้ตั้งกฎเหล็กเอาไว้เลยว่า “สิ่งใดที่คุณต่อต้าน สิ่งนั้นจะยิ่งคงอยู่”
เทคนิคการไม่ต่อต้าน มันเหมือนศิลปะการต่อสู้แบบยูยิตสูทางจิตวิทยาครับ คุณต้องกล้าจ้องหน้าปัญหาตรงๆ แล้วปฏิเสธหัวชนฝาเลยว่า “ฉันจะไม่ยอมให้พลังงานกับแกเด็ดขาด” คุณต้องเข้าถึงสภาวะของการ “ปล่อยวางอย่างเฉยเมย”
แต่ต้องแยกให้ออกนะครับ! นี่ไม่ใช่การ “ยอมแพ้” เพราะการยอมแพ้มันเกิดจากความสิ้นหวัง แต่การไม่ต่อต้านมันเกิดจากความมั่นใจที่เปล่งประกายสุดๆ มันคือท่ายืนของปรมาจารย์ที่รู้ตัวดีว่า “ฉันชนะศึกนี้ไปแล้ว”
ทันทีที่คุณเลิกต่อสู้กับเรื่องแย่ๆ คุณกำลังตัดสายไฟที่คอยหล่อเลี้ยงมันอยู่ คุณกำลังปล่อยให้ปัญหามันอดอยากจนตายไปเองจริงๆ ลองคิดดูสิครับ ไม่มีตึกไหนตั้งอยู่ได้ถ้าไม่มีรากฐาน และ “ความกลัว” ของคุณนี่แหละ คือรากฐานที่คอยค้ำจุนปัญหาของคุณเอาไว้
นี่มันคือวิชาเล่นแร่แปรธาตุชัดๆ ครับ เรากำลังพูดถึงการตั้งใจสับสวิตช์พลังงานทางอารมณ์ รู้ไหมครับว่า “ความกลัว” กับ “ความศรัทธา” มันคือกระแสไฟฟ้าตัวเดียวกันเป๊ะๆ มันแค่ไหลไปคนละทิศทาง
ความกลัวก็คือการที่คุณ “ศรัทธาในเรื่องร้ายๆ” ส่วนความศรัทธาก็คือ “ความเชื่อมั่นในปาฏิหาริย์” เวลาที่คุณฝึกที่จะไม่ต่อต้าน คุณกำลังเอาพลังงานมหาศาลที่เคยใช้สร้างฝันร้าย มาพลิกขั้วใหม่เพื่อเนรมิตปาฏิหาริย์แทน คุณแค่ยืนหยัดอยู่นิ่งๆ ในจุดที่คุณอยู่ แต่เป็นการยืนหยัดด้วยความสงบ เยือกเย็น และบอกกับตัวเองว่า “ไม่มีอะไรพวกนี้ที่จะมาสั่นคลอนฉันได้อีกแล้ว”
แต่ช้าก่อนครับ… ตอนนี้เรากำลังเดินมาถึงปากเหวแล้ว ผมต้องขอเตือนถึงอันตรายร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในวินาทีที่คุณ “เลิกต่อต้าน” คุณจะแค่ทำตัวลอยไปลอยมา ปล่อยวางเฉยๆ ไม่ได้นะครับ คุณต้องมี “สมอ” คอยยึดไว้ด้วย เพราะเราคุยกันแล้วว่า
การไม่ต่อต้านมันจะสร้างสภาวะ “สุญญากาศ” ขึ้นในจิตใจ และคุณจะปล่อยให้ระบบคอมพิวเตอร์ในหัวคุณมันว่างเปล่าแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าคุณทำแบบนั้น ไอ้ “จิตหมู่” มันจะสบโอกาสแฮ็กกลับเข้ามาในจิตใต้สำนึก และทำให้ระบบคุณพังทลายด้วยความกลัวก้อนใหม่ทันที
เราเลยต้องมีกลไกที่แม่นยำสุดๆ ในการถ่ายโอนน้ำหนักของปัญหาออกไปแบบถาวร เราต้องมีระบบป้องกันขั้นสุดท้ายเพื่อปิดตายประตูไม่ให้ความกลัวแทรกเข้ามาได้อีกตลอดกาล
ฟลอเรนซ์ สโคเวล ชินน์ เรียกเทคนิคขั้นสุดยอดนี้ว่า “การโยนภาระ” (Casting the Burden) ทำไมเทคนิคนี้ถึงสำคัญและขาดไม่ได้? ก็เพราะว่าการพยายาม “แบกรับภาระ” เอาไว้เอง มันคือการทำผิดกฎแห่งจิตวิญญาณอย่างร้ายแรงเลยครับ จิตสำนึกของคุณไม่เคยถูกออกแบบมาให้ต้องมาทนแบกรับความหนักอึ้งของการใช้ชีวิต มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่องานแบกหามแบบนี้เลย
การที่คุณพยายามแก้ปัญหาชีวิตที่แสนจะซับซ้อนด้วยตรรกะแบบเดิมๆ มันก็เหมือนคุณกำลังพยายามใช้จักรยานคันจิ๋วไปลากขบวนรถไฟนั่นแหละครับ ฝืนไปเครื่องก็พัง คุณจะสร้างความเครียด โรคร้าย และความพังพินาศให้ตัวเอง ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณเลิกทำตัวเป็นพระเจ้าชี้ชะตาชีวิตตัวเอง แล้วเปิดทางให้พลังงานที่ไร้ขีดจำกัดไหลเวียนเข้ามาทำงานแทน
แต่ย้ำอีกครั้งนะครับ… คุณจะแค่วางภาระทิ้งไว้กับพื้นแล้วเดินสะบัดบ๊อบหนีไปเฉยๆ ไม่ได้ คุณต้องทำการ “โอนย้าย” อย่างเป็นทางการ คุณต้องยกภูเขาออกจากอก ย้ายความหนักอึ้งทั้งทางกายและทางใจจากแผนกที่ไม่มีปัญญาแก้ปัญหา ส่งต่อไปให้แผนกที่มีวิธีแก้ปัญหาเตรียมไว้ให้แล้ว นี่คือการ “มอบหมายงาน” ทางจิตวิญญาณขั้นสุดเลยครับ แต่มันต้องทำตามขั้นตอนเป๊ะๆ คุณต้องออกคำสั่ง “ขับไล่” ปัญหานั้นออกไปจากจิตใจของคุณอย่างเป็นทางการเลยล่ะครับ
ขั้นแรกสุดเลยคือการ “รู้ตัว” ครับ คุณต้องมองปัญหาให้ขาด ยอมรับความจริงให้ได้ว่าไอ้สมองส่วนสติปัญญาของคุณน่ะ มันกำลังพังไม่เป็นท่า นี่คือกลยุทธ์ขั้นเซียนเลยล่ะครับ
พอรู้ตัวแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนที่สอง… คือการ “ส่งต่อภาระ” (Transfer) ฟลอเรนซ์ สโคเวล ชินน์ ให้สูตรลับมาแบบเป๊ะๆ เลยครับ เธอสอนลูกศิษย์ทุกคนให้พูดออกมาดังๆ ว่า
“ฉันขอโยนภาระนี้ให้กับจิตเหนือสำนึก และฉันเป็นอิสระ… ที่จะรัก กลมกลืน และมีความสุข”
กลไกการทำงานของมันยังคงเหมือนเดิมเป๊ะๆ ครับ คุณกำลังออกคำสั่งกับจิตใต้สำนึกอย่างเป็นทางการให้ลบไฟล์ขยะที่เสียหายทิ้งไป คุณกำลังสบตาเจ้าคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์แล้วบอกมันว่า “ไอ้หายนะเรื่องนี้ ไม่ใช่งานที่ฉันต้องมานั่งปวดหัวอีกต่อไปแล้ว”
ทันทีที่คุณพูดประโยคนี้ด้วยความมั่นใจและเด็ดขาด มันจะเกิดปฏิกิริยาทางกายภาพขึ้นในสมองของคุณเลยครับ วงจรประสาทที่คอยแต่จะกังวลเรื่องเดิมๆ จะถูกตัดขาดอย่างรุนแรง คุณได้เบรกวงจรอุบาทว์ของความเครียด และประกาศไปเลยว่าปัญหาของคุณได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้วในมิติที่สี่
แต่จุดนี้แหละครับ… ที่คนส่วนใหญ่ตกม้าตาย คุณต้องรู้สึก “โล่งอก” ได้เดี๋ยวนี้เลย ถ้าคุณพูดประโยคพวกนั้นออกมา แต่ในอกยังรู้สึกอึดอัดแน่นเปรี๊ยะอยู่ แปลว่าคุณยังไม่ได้โยนภาระไปไหนเลยครับ คุณแค่กำลัง “บ่น” หรือบรรยายความทุกข์ให้ฟังเฉยๆ และนั่นก็นำเราไปสู่ระยะที่อันตรายสุดๆ ที่เรียกว่า “ความหน่วงของเวลาในมิติที่สี่”
ในมิติที่สี่ปัญหาน่ะถูกแก้ไปเรียบร้อยตั้งแต่เสี้ยววินาทีที่คุณปล่อยวาง แต่ในมิติที่สามทางกายภาพ มันมักจะมี “ระยะเวลาหน่วง” ตามหลักคณิตศาสตร์เสมอ ซึ่งระยะเวลารอคอยตรงนี้แหละครับคือ “สะพานแห่งศรัทธา”
คนส่วนใหญ่โยนภาระตอน 9 โมงเช้า แต่พอถึงเที่ยงก็แอบวิ่งไปหยิบมันกลับมาแบกใหม่ซะแล้ว ทำไมน่ะหรอ? ก็เพราะพวกเขามัวแต่ไปมอง “หลักฐานทางโลก” ไงครับ เดินไปเช็คยอดเงินในธนาคารแล้วเห็นว่ามันยังว่างเปล่าอยู่
ฟลอเรนซ์เตือนเราไว้ด้วยน้ำเสียงจริงจังเลยว่า “เมื่อไหร่ที่คุณกังวล แปลว่าคุณแอบไปคว้าภาระกลับมาแบกไว้เองแล้ว” วินาทีที่คุณเริ่มกลับมานั่งคิดแผนแก้เกมเอง แปลว่าคุณไปแย่งงานมาจากมือของจิตเหนือสำนึกเรียบร้อย แล้วจิตเหนือสำนึกก็จะถอยกรูดทันทีพร้อมบอกว่า “ตามใจคุณเลย… อยากแบกก็แบกไป!” แล้วน้ำหนักก้อนนั้นก็จะโถมกลับมาหาคุณ หนักหน่วงกว่าเดิมเป็นสิบเท่า
คุณต้องเดินข้ามสะพานแห่งศรัทธาเส้นนี้ไปให้ได้ โดยที่ห้ามก้มลงไปมองข้างล่างเด็ดขาด คุณต้องเมินเฉยต่อเสียงสัญญาณเตือนจากประสาทสัมผัสทั้งห้าทางกายภาพ คุณต้องกล้าที่จะใช้ความคิดแบบที่สังคมบอกว่า “บ้า” ต้องยอมดูเป็นคนเพี้ยนสุดๆ ในสายตาของโลกแห่งตรรกะ เพื่อที่คุณจะกลายเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะอย่างแท้จริงในสายตาของจักรวาล
และข้อควรระวังสุดท้าย… อย่าเพิ่งเอาปาฏิหาริย์ของคุณไปป่าวประกาศให้ใครฟัง ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นวัตถุที่จับต้องได้จริง
ลองนึกถึงหม้อต้มไอน้ำดูนะครับ เครื่องจักรจะสร้างพลังมหาศาลได้ ก็ต่อเมื่อมันอัดแน่นอยู่ในภาชนะที่ปิดผนึกอย่างมิดชิด ถ้าคุณเปิดวาล์วก๊อกน้ำแล้วปล่อยให้ไอน้ำมันรั่วออกไป คุณก็จะไม่เหลือแรงดันมากพอที่จะไปหมุนล้อเฟืองอันหนักอึ้งพวกนั้น
การที่คุณเอาแผนการไปเล่าให้คนอื่นฟัง มันก็เหมือนการเปิดวาล์วหม้อต้มน้ำนั่นแหละครับ คุณกำลังทำลายพลังงานแม่เหล็กมหาศาลที่อุตส่าห์สะสมมา และที่แย่กว่านั้นคือ คุณกำลังดึงเอาความสงสัยเชิงตรรกะของคนอื่นมาป้อนเข้าสู่จิตใต้สำนึกตัวเอง ความกังวลของพวกเขาจะกลายเป็นกระแสน้ำวนอันตรายที่มาสั่นคลอนความถี่ของคุณ… ดังนั้น เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
เรากางพิมพ์เขียวกลไกทั้งหมดให้คุณหมดเปลือกแล้วครับ หน้าที่ต่อไปคือ “ลงมือทำ” ฟลอเรนซ์ สโคเวล ชินน์ เรียกช่วงเวลานี้ว่า “การบินทางจิตวิญญาณ” (Spiritual Flight) คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตคลานต้วมตี้มอยู่บนพื้นดิน ติดอยู่ในสายหมอกเหนียวหนืดของจิตหมู่
ถ้าคุณอยากใช้พลังปาฏิหาริย์ คุณต้องสวมวิญญาณเป็น “นักบิน” วินาทีที่คุณโยนภาระสำเร็จ ก็เหมือนคุณดึงคันโยกพาเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้า คุณจะลอยขึ้นสู่บรรยากาศที่ปลอดโปร่งของมิติที่สี่ ซึ่งที่ตรงนั้นคุณจะมองเห็นทางออกได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
แต่แรงโน้มถ่วงทางจิตใจไม่เคยปรานีใครครับ… วินาทีที่คุณเผลอปล่อยใจไปกับความกลัว คุณจะร่วงตกทันที
ดังนั้น นี่คือคำขาดของคุณ! ข้อมูลความรู้ที่ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติ มันก็เหมือนยาพิษทางจิตวิญญาณดีๆ นี่เอง ให้คุณเลือกสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออกในชีวิตมาสักเรื่องครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สิน ผลตรวจโรคร้าย หรือปัญหาความขัดแย้ง…
นับไปอีก 7 วันต่อจากนี้ จงนำกฎข้อนี้ไปใช้ด้วยความคลั่งไคล้และศรัทธาแบบสุดลิ่มทประตู ถ้าคุณเผลอกังวลแม้แต่ 5 นาที คุณต้องยอมกดปุ่มเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด กำแพงแห่งอุปสรรคจะพังทลายลงอย่างแน่นอน
จำคำประกาศิตสุดท้ายของเกมนี้ไว้ให้ขึ้นใจนะครับ… “เกมนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่ใครแข็งแกร่งกว่า… แต่เกมนี้ ชนะได้ด้วยความนิ่งสงบ เกมนี้ชนะได้ด้วยความนิ่งสงบ”

