9 นิสัยปั้นความมั่งคั่งอย่างมั่นคง: เส้นทางสู่ความสำเร็จที่ไร้ความเครียดและไม่พึ่งโชค โดย Rob Dial

นี่คือความจริงคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่มีโอกาสได้มีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่เพราะพวกเขาทำไม่ได้ แต่เพราะพวกเขาเล่นเกมผิดตั้งแต่ต่างหาก

วันนี้ Rob Dial จะมาแชร์ 9 นิสัยที่จะสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้จริงๆ และอยากให้คุณตั้งใจฟังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการรวย แต่มันคือการปลดปล่อยตัวเองออกจากเกมที่ต้องหาเงินไปตลอดชีวิตต่างหาก

ก่อนอื่นมารู้จักก่อนว่า รอบ ไดอัล (Rob Dial) คือใคร เขาเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ โค้ชปรับกรอบความคิด (Mindset Coach) ผู้ประกอบการชาวอเมริกัน และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ The Mindset Mentor เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในการสอนเรื่องการพัฒนาตนเองที่นำไปใช้ได้จริง พฤติกรรมมนุษย์ และการสร้างนิสัยตามหลักประสาทวิทยา (Neuroscience) เพื่อช่วยให้ผู้คนเปลี่ยนวิธีคิดและเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตนเอง

เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยดีกว่า

นิสัยที่ 1 สร้างชีวิตของคุณให้โฟกัสไปที่อิสรภาพ ไม่ใช่รอบข้าวของ

เรื่องนี้ Rob Dial ว่าใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะเข้าใจ แต่มันเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลาด และตอนนี้อยากถามคุณตรงๆ ว่า เวลาคุณมองเงินและคิดถึงเงิน จริงๆ แล้วเงินมีไว้เพื่ออะไร?

คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดเรื่องนี้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ แต่พวกเขาคิดว่า เงินก็เอาไว้ซื้อของ เงินเอาไว้จ่ายบิล เงินเอาไว้อัปเกรดไลฟ์สไตล์ เงินเอาไว้ทำให้ดูประสบความสำเร็จ

และก็ใช่แหละบางส่วนก็อาจจะจริง แต่สิ่งที่ Rob Dial บอกว่าอยากทำจริงๆคือเปลี่ยนความคิดของคุณว่าเงินมันมีไว้เพื่ออะไรกันแน่ แล้วชีวิตคุณก็จะเปลี่ยน คุณจะมีอิสระจากเรื่องเงิน แทนที่จะเป็นทาสเป็นมีหนี้สินเพื่อเอาไปซื้อของต่างๆ

สิ่งที่อยากให้คุณเริ่มคิด และมันคือจุดเปลี่ยนใหญ่ในความคิดของคนประสบความสำเร็จ คือเงินมีไว้เพื่ออิสรภาพ ใช่ไหมล่ะ?

เงินมีไว้เพื่ออิสรภาพ เงินเอาไว้พาคุณออกจากวงจรหนูถีบจักร (rat race – การทำงานหาเงินไปวันๆ ไม่จบสิ้น) และไปถึงจุดที่คุณไม่ต้องเล่นเกมนี้อีกต่อไป สิ่งนี้เรียกว่า “ความเร็วหลุดพ้น” หรือ escape velocity

ลองคิดดูนะถ้าคุณดูจรวด จรวดต้องมีความเร็วมากพอที่จะทะลุแรงโน้มถ่วงของโลก นี่แหละคือความเร็วหลุดพ้น ถ้ามันไปถึงความเร็วนั้นไม่ได้ มันก็จะถูกดึงกลับลงมา ไม่ว่าจรวดจะแรงแค่ไหนก็ตาม แต่พอมันถึงความเร็วหลุดพ้นเมื่อไหร่ มันก็ไม่ต้องสู้กับแรงโน้มถ่วงอีกแล้ว มันเป็นอิสระ และตอนนี้มันสามารถออกไปนอกชั้นบรรยากาศโลกและเข้าสู่วงโคจรได้

เงินก็ทำงานแบบเดียวกันเป๊ะเลย ถ้าคุณไม่ใช้เงินไปสร้างสินทรัพย์ รายได้ และการลงทุนแรงโน้มถ่วงของชีวิต อย่างบิลค่าใช้จ่ายต่างๆ ไลฟ์สไตล์ ความกดดันต่างๆ มันก็จะคอยดึงคุณกลับเข้าไปในวงจรที่ต้องทำงานหาเงินมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่พอการลงทุนของคุณสร้างเงินได้มากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในชีวิต คุณก็จะถึง “ความเร็วหลุดพ้นทางการเงิน” และคุณก็เป็นอิสระ!

ลองจินตนาการดูถึงจุดที่คุณไม่ต้องหาเงินอีกเลยแม้แต่บาทเดียวตลอดชีวิต ไม่ใช่เพราะคุณรวยมาก แต่เพราะการลงทุนของคุณกำลังจ่ายค่าชีวิตให้คุณอยู่ นั่นแหละคือเป้าหมายจริงๆ

แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยไปถึงจุดนั้น เพราะทุกครั้งที่หาเงินได้มากขึ้น พวกเขาทำอะไร? พวกเขาก็ใช้เงินมากขึ้น เราอยู่ในสังคมบริโภคนิยมที่เราคิดว่าเราต้องซื้อมากขึ้นเมื่อหาเงินได้มากขึ้น เราต้องอัปเกรดรถ ทั้งที่คันเดิมก็ยังใช้ได้ดีอยู่แท้ๆ เพียงเพราะเราเพิ่งจะหาเงินได้มากขึ้น

และนี่แหละคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำกัน พวกเขาเลยติดอยู่กับเกมนี้และเล่นมันทุกวัน บางทีก็จนวันตาย เพราะมัวแต่ซื้อของอับเกรดไลฟ์สไตล์กันเรื่อยๆ

แต่ขอย้ำอีกครั้งเพราะมันสำคัญมากที่คุณต้องเข้าใจ เป้าหมายไม่ใช่การหาเงินให้มากขึ้น เป้าหมายคือการ “ต้องการเงินน้อยลง”

ในที่สุด คุณต้องสร้างชีวิตในแบบที่ค่าใช้จ่ายของคุณถูกควบคุม การลงทุนของคุณเติบโต และความจำเป็นที่ต้องเล่นเกมนี้และทำงานต่อไปก็จะหดเล็กลงเรื่อยๆ จนคุณไปถึงจุดที่หายตัวออกจากเกมไปได้เลย นั่นแหละคือวิธีที่คุณจะชนะ!

คนส่วนใหญ่พยายามทำตัวให้ดูรวยและรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ มีน้อยคนมากที่พยายามจะเป็นอิสระ แต่คนที่เป็นอิสระได้นั่นแหละ คือคนที่สร้างชีวิตที่น่าทึ่งได้จริงๆ

คุณต้องหาเงิน คุณต้องเก็บเงิน คุณต้องเอาเงินไปลงทุน ใช่ไหม? ให้เงินก้อนนั้นไปสร้างเงินใหม่ๆ ให้คุณเมื่อคุณลงทุน คำนวณดูว่าคุณต้องหาเงินปีละเท่าไหร่ถึงจะถอนตัวออกจากเกมได้ แล้วก็ไปให้ถึงจุดที่การลงทุนของคุณสร้างเงินได้เท่านั้นต่อปี สำหรับคนส่วนใหญ่ มันเป็นเงินที่น้อยกว่าที่คุณคิดเยอะเลยล่ะ! เอาล่ะ นั่นคือข้อแรก

นิสัยที่ 2 เริ่มมองเงินเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ เป้าหมาย

ไม่ผิดหรอกที่จะมีเป้าหมายมีเงินเยอะ แต่สุดท้ายเงินไม่ใช่จุดประสงค์ของชีวิตคุณเพราะสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขจริงๆคือสิ่งที่เงินซื้อมาได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ การท่องเที่ยว สุขภาพ และสำคัญที่สุดคือเวลา

เงินคือเครื่องมือ อยากให้คุณคิดถึงเรื่องนี้จริงๆ เพราะเครื่องมือก็มีไว้ให้ใช้ ไม่ใช่ไว้บูชา

คุณคงไม่ตื่นเช้ามาแล้วบอกว่า “วันนี้ฉันอยากบูชาค้อนของฉันจัง” ใช่ไหม?

คุณจะพูดว่า “เฮ้ ฉันมีค้อน ฉันจะเอามันไปสร้างอะไรได้บ้างนะ?”

แต่กับเงินเนี่ย คนกลับเอามันมาบูชา พวกเขาเลิกถามตัวเองว่า

  • ชีวิตแบบไหนที่ฉันอยากได้จริงๆ?
  • และเริ่มคิดแค่ว่า “ฉันจะหาเงินได้มากขึ้นยังไง?
  • จะหาเงินได้มากขึ้นยังไง?
  • จะหาเงินได้มากขึ้นยังไง?”

มันไม่มีเป้าหมายที่แท้จริงในการหาเงินเลย และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญ

นี่แหละคือจุดที่คนส่วนใหญ่ผิดพลาดจริงๆ เพราะเมื่อเงินกลายเป็นเป้าหมายของชีวิตคุณ คุณก็จะหลงทาง คุณจะเริ่มตัดสินใจในเรื่องที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นจริงๆ คุณทำงานที่คุณเกลียด คุณเครียดอยู่ตลอดเวลา คุณยอมเสียสละเวลา สุขภาพ และความสัมพันธ์ของคุณ ทั้งหมดนั้นเพื่อตัวเลขที่คุณคิดว่ามันจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้

แต่ความจริงคือเงินไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตคุณได้ เงินแค่ขยายความเป็นตัวคุณให้ใหญ่ขึ้น ปัญหาเดียวที่เงินแก้ได้คือปัญหาเรื่องเงิน แค่นั้นเลย

ถ้าตอนนี้คุณเครียด รับรองเลยว่าคุณก็จะเครียดต่อไปแม้จะมีเงินมากขึ้น คุณแค่จะกลายเป็นคนรวยที่เครียดเท่านั้นเอง ถ้าตอนนี้คุณไม่มีความสุข เงินก็ไม่ทำให้คุณมีความสุข คุณก็แค่จะเป็นคนไม่มีความสุขที่มีเงินเยอะขึ้น ถ้าตอนนี้คุณไม่มีจุดมุ่งหมาย เงินก็ไม่ใช่เวทมนตร์ที่จะมอบมันให้คุณได้

นี่แหละคือเหตุผลที่คุณเห็นคนหาเงินได้เป็นล้านตลอดเวลาแต่ก็ยังทุกข์ระทม แล้วคุณก็คิดว่า “เป็นไปได้ยังไงเนี่ย? พวกเขาหาเงินได้เยอะขนาดนั้น จะทุกข์ได้ยังไง?”

ก็เพราะพวกเขาวิ่งไล่ตามเครื่องมือไง พวกเขาบูชาเครื่องมือ และลืมไปว่าชีวิตที่ตัวเองอยากสร้างด้วยเครื่องมือนั้นคืออะไร พวกเขาสร้างเงินได้ แต่ไม่เคยสร้างชีวิตรอบๆ มันเลย ตอนนี้พวกเขาเลยมีความมั่งคั่ง แต่ไม่มีอิสรภาพ ไม่มีความสงบ ไม่มีความสมบูรณ์แบบในชีวิตเลย

นี่คือจุดที่อยากให้คุณพลิกความคิด เงินควรรับใช้ชีวิตคุณ ไม่ใช่ทำให้คุณเป็นทาสที่ต้องหาเงินมากขึ้น

  • คุณควรตัดสินใจก่อนว่าคุณอยากใช้ชีวิตยังไง?
  • คุณอยากได้ชีวิตแบบไหน?
  • คุณอยากให้แต่ละวันของคุณเป็นยังไง?
  • อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกเติมเต็มจริงๆ?

แล้วค่อยใช้เงินเป็นเครื่องมือที่มันถูกสร้างมาเพื่อสร้างชีวิตแบบนั้น

ถ้าคุณไม่ทำอย่างตั้งใจ วันหนึ่งคุณก็จะตื่นมาแล้วพบว่ามีเงินเยอะขึ้นกว่าเดิม แต่กลับไม่ได้สนุกกับมันจริงๆ นั่นแหละคือกับดัก คุณยังไม่ได้สร้างชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เอาล่ะ นั่นคือข้อสอง

นิสัยที่ 3 ตั้งระบบลงทุนอัตโนมัติก่อนที่คุณจะได้เห็นเงินด้วยซ้ำ

เคยได้ยินคำว่า “ลับตา ลับใจ” ไหม?

นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องทำกับเงินของคุณ ลับตาไว้ คุณจะได้ไม่เผลอใช้มัน

แบบว่า คุณให้เงินส่วนหนึ่งจากเช็คเงินเดือนของคุณเข้าบัญชีลงทุนโดยอัตโนมัติเลย คุณไม่ต้องพึ่งวินัยในการสร้างความมั่งคั่ง หรือทำมันด้วยตัวเอง เพราะถ้าคุณพึ่งวินัยและทำเองล่ะก็ คุณคงจะแพ้ในการทำแบบนั้นแน่นอน วินัยมันเลือนหายได้ บางครั้งคุณก็ลืมโอนเงิน โดยเฉพาะเวลาที่มีของเจ๋งๆ ใหม่ๆ ที่คุณอยากซื้อ วินัยมันจะยากขึ้นทันที

แล้วคุณจะทำยังไง? คุณก็สร้างระบบไง! นักลงทุนที่เก่งที่สุดไม่ได้มานั่งตัดสินใจลงทุนทุกๆ เดือน มันเป็นอัตโนมัติเลย มันถูกหักออกจากเช็คเงินเดือนและเข้าไปลงทุนทันที และเมื่อเวลาผ่านไป มันก็เติบโต เงินเข้ามา เงินออกไป แล้วการลงทุนก็เติบโตไปเอง ไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้อารมณ์ ไม่มีคำว่า “เริ่มเดือนหน้าก็แล้วกัน” เพราะเดือนหน้านั้นไม่มีวันมาถึงหรอก

ถ้าคุณไม่เห็นเงิน คุณก็จะไม่คิดถึงมัน นี่แหละคือวิธีที่คุณค่อยๆ สร้างความมั่งคั่งเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ในขณะที่คนอื่นมัวแต่คิดว่าจะซื้ออะไรต่อไปดี โอเค นั่นคือข้อสาม

นิสัยที่ 4 กรุณาใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะของคุณ

โดยเฉพาะเมื่อหาเงินได้มากขึ้น นี่แหละคือจุดที่คนเยอะมากพลาดกันจริงๆ พวกเขาได้ขึ้นเงินเดือน แล้วก็รีบไปซื้ออพาร์ตเมนต์ใหญ่ขึ้น หรือรถที่ดีขึ้น

หรือสมัครสมาชิกอะไรเพิ่มอีก หรือทำสิ่งที่เรียกว่า “การใช้เงินที่สมควร” เพราะ “ฉันได้ขึ้นเงินเดือนแล้วนี่ ฉันจะไปซื้ออะไรดีๆ สักอย่าง” แล้วบัญชีธนาคารพวกเขาก็ยังถังแตกเหมือนเดิม แค่มีของดีๆ มากขึ้นเท่านั้น มันโง่มากใช่ไหมล่ะ?

เรื่องนี้เกิดขึ้นแม้กระทั่งกับคนที่หาเงินได้ปีละหลายร้อยล้าน ที่ปรึกษาทางการเงินของ Rob Dial มีลูกค้าคนหนึ่งเมื่อสองสามปีก่อน ทำกำไรสุทธิได้ 20 ล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 600 ล้านบาท) ในปีเดียว และภายใน 18 เดือน เขาประกาศล้มละลาย!

เขาใช้เงินไปทั้งหมดเลย เขาซื้อนาฬิกาให้พนักงานทุกคน ซื้อบ้านราคาแพงหลายหลังในเมืองต่างๆ ซื้อรถราคาแพงสำหรับแต่ละบ้านที่เขามี

ดังนั้นไลฟ์สไตล์ของคุณ ถ้ามันโตเร็วเท่ากับรายได้ คุณจะไม่มีวันสร้างความมั่งคั่งได้จริงเลย ความมั่งคั่งถูกสร้างขึ้นใน “ช่องว่าง” ช่องว่างระหว่างสิ่งที่คุณหาได้กับสิ่งที่คุณใช้ไป และช่องว่างนั้น ยิ่งมันใหญ่ และยิ่งคุณลงทุนในช่องว่างนั้นได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งร่ำรวยเร็วขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นคุณต้องปกป้องช่องว่างระหว่างสิ่งที่คุณหาได้กับสิ่งที่คุณใช้ไป เหมือนกับว่าชีวิตคุณขึ้นอยู่กับมัน เพราะชีวิตทางการเงินของคุณก็ขึ้นอยู่กับมันจริงๆ นั่นแหละ

นิสัยที่ 5 หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ

โดยเฉพาะการอวดบนโซเชียลมีเดีย เพราะพูดตรงๆ เลยนะ โซเชียลมีเดียจะเล่นกับสมองของคุณถ้าคุณไม่ระวัง คุณเปิดมือถือขึ้นมา แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่าทุกคนรวยกว่าคุณ ทุกคนนำหน้าคุณไปแล้ว ทุกคนกำลังชนะ ยกเว้นคุณ ใช่ไหม? คุณรู้สึกเหมือนคนแพ้

แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่คุณกำลังเห็น มันไม่ใช่ความจริงนะ มันคือ “คลิปไฮไลต์” ของใครบางคนเท่านั้น คุณกำลังเปรียบเทียบชีวิตจริงของคุณกับช่วงเวลาที่ดีที่สุด 1% ของคนอื่น

และส่วนที่อันตรายของมันก็คือ การเปรียบเทียบเป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่จะทำให้คุณรู้สึกถังแตกและไม่ดีพอ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ถังแตกและก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีพอเลยก็ตาม คุณอาจจะเก็บเงิน ลงทุนสม่ำเสมอ สร้างความมั่งคั่งจริงๆ อยู่ก็ได้ แต่พอเห็นใครบางคนเพิ่งซื้อรถสวยๆ คุณก็เริ่มคิด “โอ้พระเจ้า ฉันรู้สึกเหมือนตามหลังแล้วนะเนี่ย” เพราะมีคนกำลังโชว์รถ หรือนาฬิกา หรือทริปเที่ยว

แล้วคุณก็เริ่มคิดในใจว่า “เอ๊ะ บางทีฉันน่าจะใช้เงินมากขึ้น บางทีฉันน่าจะอัปเกรดอะไรสักอย่าง บางทีฉันยังทำไม่พอ” และแค่นั้นเอง อะไรเกิดขึ้น? คุณถูกดึงกลับเข้าไปในเกมแห่งชีวิตอีกครั้ง แล้วคุณก็ใช้เงินเพื่อให้รู้สึกว่ากำลังตามทันคนอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้น คุณกำลังเลื่อนอิสรภาพของคุณ ความเร็วหลุดพ้นของคุณ ออกไปอีก คุณถูกดึงกลับเข้าไปในเกม เกมของการอยู่ในวงจรหนูถีบจักร แทนที่จะสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริง

คุณต้องเตือนตัวเองว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้กำลังโชว์มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของพวกเขาให้คุณดู พวกเขากำลังโชว์การใช้จ่ายของพวกเขาต่างหาก และมันมีความแตกต่างที่ใหญ่มากระหว่างสองสิ่งนี้

ดังนั้น รู้ว่าคุณกำลังจะไปไหน อยู่ในเลนของตัวเอง ยึดมั่นในแผนของตัวเอง เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงของคุณไม่จำเป็นต้องโพสต์ทั่วอินเทอร์เน็ตหรอก

นิสัยที่ 6 ติดตามการใช้จ่ายของคุณ คุณต้องรู้ว่าทุกๆ บาททุกๆไปไหน

Rob Dial บอกว่าขอถามตรงๆ นะ คุณรู้จริงๆ ไหมว่าเงินของคุณกำลังไปไหน? ไม่ใช่แบบ “ก็พอจะรู้นะ” หรือ “มีไอเดียคร่าวๆ” นะ แต่หมายถึงคุณรู้ทุกบาททุกดอลลาร์เลยว่ามันไปไหน?

เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองมีไอเดีย จนกระทั่งพวกเขาดูจริงๆ จังๆ ว่าเงินไปไหนบ้าง และเมื่อพวกเขาดูในที่สุด พวกเขาก็จะแบบ “โอ้พระเจ้า เงินทั้งหมดของฉันมันไปไหนวะเนี่ย?”

ความจริงคือถ้าคุณไม่รู้แน่ชัดว่าเงินของคุณกำลังไปไหน คุณก็จะไม่มีวันควบคุมเงินได้ เพราะเงินมันไม่ได้หายไปในอากาศหรอก ปกติแล้วมันแค่ถูกใช้ไปอย่างไม่รู้ตัวโดยคนส่วนใหญ่

และนี่แหละคือสาเหตุที่หลายคนติดอยู่กับที่ และมันไม่ได้มาจากการซื้อของชิ้นใหญ่ๆ ด้วยซ้ำ มันมาจากการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ จุกจิกๆ จำนวนมากที่ไม่ได้ใส่ใจจริงๆ

พวกเขาหาเงินได้พอใช้ แต่ไม่รู้เลยว่าใช้เงินไปเท่าไหร่ ใช้กับอะไร อะไรจำเป็นจริงๆ และอะไรไม่จำเป็น

คุณต้องการสิ่งง่ายๆ แค่อย่างเดียว คุณต้องการการมองเห็น คุณต้องเห็นว่าทุกๆ บาทเข้ามาจากไหน และทุกๆ บาทออกไปที่ไหน

ข่าวดีก็คือเรื่องนี้เคยยากมาก แม้แต่สำหรับ Rob Dial บอกว่าย้อนกลับไปประมาณ 20 ปี เขาต้องมีสเปรดชีต ต้องตามทุกอย่างด้วยมือ ต้องปริ้นต์สเตทเมนท์ธนาคารทั้งหมด แล้วบันทึกเงินทุกบาทด้วยมือ และต้องคำนวณว่ามันไปไหนหมด ต้องมีเครื่องคิดเลขและทุกอย่าง ใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ เลย แต่ตอนนี้มีแอปที่ออกแบบมาให้ทำให้คุณอัตโนมัติเลย!

มีแอปอย่าง เช่น Money Manager สำหรับดูปฏิทินรายวัน SET Happy Money จากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีตังค์ (Metang) รองรับการบันทึกด้วยเสียง และ เหมียวจด ที่ช่วยดึงข้อมูลจากสลิปอัตโนมัติ

และมันง่ายมาก คุณแค่ล็อกอินเข้าบัญชี เชื่อมต่อบัญชีของคุณเข้ากับแอปเหล่านั้น แล้วมันจะแสดงให้คุณเห็นว่าทุกอย่างไปไหนในที่เดียว มันแสดงการใช้จ่าย รายได้ ค่าสมาชิก หมวดหมู่ทั้งหมด รูปแบบของคุณ

นี่แหละคือจุดที่มันทรงพลังมากๆ เพราะเมื่อคุณเห็นว่าเงินของคุณกำลังไปไหน คุณจะ “ไม่เห็น” มันอีกไม่ได้แล้ว และคุณก็จะเริ่มตระหนักว่า “โอ้พระเจ้า ฉันกำลังใช้เงินสิ้นเปลืองตรงนี้!”

Rob Dial เล่าว่าลูกค้าเขาคนหนึ่งเธอมักจะบอกว่า “ฉันไม่มีเงินเลย ฉันไม่มีเงินเลย” แล้วเขาก็ถามว่า “เธอหาเงินได้เท่าไหร่ และมีบิลอะไรบ้าง?” แล้วเขาก็เริ่มดู

เขาเลยให้เธอปริ้นต์สเตทเมนท์ธุรกรรมหรือสเตทเมนท์ธนาคารทั้งหมด 3 เดือนที่ผ่านมา เธอใช้เงินเฉลี่ย 400 ดอลลาร์ต่อเดือนที่ Target! แล้วเธอก็แบบ “ฉันไม่รู้เลยว่าฉันใช้เงินกับ Target เยอะขนาดนั้น” หลักจากนั้นเธอเลยหยุดไป Target เป็นปีๆ และก็เริ่มเก็บเงินก้อนนั้นโดยอัตโนมัติ

แล้วคุณก็จะเริ่มสังเกตเห็นสิ่งต่างๆ ในตัวเอง เช่น “ทำไมฉันถึงใช้เงิน 400 ดอลลาร์ต่อเดือนกินข้าวนอกบ้าน? ทำไมฉันถึงมีค่าสมาชิก 7 อย่างที่ฉันไม่ได้ใช้? ทำไมฉันถึงใช้เงินกับสิ่งที่ฉันไม่สนใจด้วยซ้ำ?” และความตระหนักรู้นั้นแหละที่เริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

เมื่อคุณเห็นรูรั่ว ในบัญชีธนาคารและในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ คุณก็แก้ไขมันได้ คุณอุดรูรั่วเหล่านั้นได้ และคุณก็ลงทุนได้มากขึ้น โอเค นั่นคือข้อหก

นิสัยที่ 7 ติดตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของคุณอย่างสม่ำเสมอ

คุณไม่จำเป็นต้องหมกมุ่นกับมัน คุณแค่ต้องตระหนักรู้ เพราะสิ่งที่คุณติดตาม คุณจะปรับปรุงมันได้

ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณมีอะไร เป็นหนี้อะไร กำลังจะไปไหน หาเงินได้เท่าไหร่ เก็บเงินได้เท่าไหร่ ลงทุนเท่าไหร่ และผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนเป็นยังไง คุณก็แค่กำลังเดาอยู่เท่านั้น และการเดาจะไม่สร้างความมั่งคั่งได้ การเดาจะไม่พาคุณไปสู่ความเร็วหลุดพ้น

การติดตามสร้างความชัดเจน ความชัดเจนสร้างการตัดสินใจที่ดีขึ้น เล่าว่าลูกค้าคนหนึ่งของเขามีรายได้เพิ่ม 6 เท่าจากปีหนึ่งไปอีกปี แต่บัญชีธนาคารของเขาเท่าเดิมเลย มีเงินเท่าๆ กันในตอนปลายปีของทั้งสองปี

เขาเลยตระหนักได้ว่า “ฉันต้องติดตามเงินของตัวเองจริงๆ แล้ว เพราะมันกระจายไปทุกที่ และฉันกำลังปล่อยมันรั่วไหล” สิ่งที่เขาเริ่มทำคือเขาเริ่มดูบัญชีธนาคารของเขาทุกวัน

เขาเคยรู้สึกกังวลมากเวลาเช็คบัญชีธนาคาร เพราะไม่เคยรู้เลยว่าจะมีเงินอยู่ไหม จะมี 20 บาท 100 บาท หรือจะติดลบ 40 บาท แต่แล้วเขาก็ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองว่าจะดูบัญชีนั้นเติบโตขึ้นทุกๆ เดือน

เขาเริ่มเช็คมันทุกวัน แล้วเขาก็เริ่มมีความสุขกับการเห็นบัญชีเติบโตขึ้น เพราะเขาเฝ้าดูมันจาก “เงินไม่พอ” ขึ้นไป 1,000 บาท เป็น 2,000 เป็น 5,000 เป็น 10,000 เป็น 20,000 จนถึงหกหลัก และต่อๆ ไปเรื่อยๆ

คุณก็ควรทำแบบเดียวกันกับทุกบัญชีของคุณ บัญชีออม บัญชีเช็ค การลงทุน และถ้าคุณใช้แพลตฟอร์มเหล่านั้นเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันได้มันจะอัปเดตอัตโนมัติ แล้วคุณก็จะเห็นทุกอย่างในที่เดียวพร้อมๆ กันได้

นิสัยที่ 8 แยกคุณค่าในตัวคุณออกจากเงิน

นี่เป็นข้อใหญ่มาก นี่คือจุดที่หลายคนติดอยู่จริงๆ เพราะพวกเขาไม่ได้แค่อยากได้เงิน พวกเขาอยากได้สิ่งที่พวกเขาคิดว่าเงินหมายถึง เช่น ความเคารพ สถานะ การได้รับการยอมรับ หรือในที่สุดก็รู้สึกว่าตัวเอง “ดีพอ”

Rob Dial เป็นโค้ชให้เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากๆ จำนวนมาก เขาพูดถึงคนที่มีเงินมากกว่าที่ต้องการ และพวกเขาไม่รู้ว่าจะถอนตัวเองออกจากธุรกิจยังไง เพราะธุรกิจและการหาเงินได้กลายเป็นตัวตนทั้งหมดของพวกเขา คุณค่าในตัวเองทั้งหมดมาจากธุรกิจ และตัวตนทั้งหมดมาจากธุรกิจ พวกเขาเลยไม่รู้ว่าจะถอนตัวเองออกมายังไง

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐีเท่านั้นนะ มันเกิดกับหลายคนเลย แล้วเกิดอะไรขึ้น? เพราะตัวตนของพวกเขาผูกติดกับรายได้ พวกเขาก็คิดในใจว่า “ถ้าฉันหาเงินได้มากขึ้น ฉันก็เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ถ้าฉันเสียเงิน ฉันก็เล็กลง”

นั่นเป็นเกมที่อันตรายมากๆ ที่จะเล่น เพราะตอนนี้เงินไม่ได้แค่นั่งอยู่ในบัญชีธนาคารของคุณแล้ว เงินกำลังควบคุมอารมณ์ของคุณ มันควบคุมว่าคุณรู้สึกยังไงกับตัวเอง มันควบคุมความมั่นใจของคุณ มันควบคุมการตัดสินใจของคุณ

ขออธิบายว่ามันเป็นยังไงในชีวิตจริง คุณหาเงินได้มากขึ้นนิดหน่อย ใช่ไหม? แล้วตอนนี้คุณก็รู้สึกว่าต้องอัปเกรดไลฟ์สไตล์ โชว์คนอื่นว่ากำลังไปได้สวย พิสูจน์ว่าคุณประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะคุณอยากได้สิ่งเหล่านั้นจริงๆ แต่เพราะคุณกำลังพยายามปกป้องตัวตนของคนที่หาเงินได้มากขึ้น คนที่ประสบความสำเร็จมากขึ้น

หรือตรงข้ามก็เกิดได้เช่นกัน คือคุณเสียเงิน แล้วคุณก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง “ฉันดีพอไหม? ฉันกำลังตามหลังหรือเปล่า? คนอื่นจะคิดยังไงกับฉัน?”

เห็นปัญหาไหมล่ะ? เงินซึ่งเป็นแค่เครื่องมือไม่ควรมาตัดสินคุณค่าในตัวคุณ คุณคงไม่เคยพูดว่า “โอ้ ค้อนของฉันสกปรก ฉันคงไม่มีค่าแน่ๆ” หรือ “โอ้ ฉันซื้อค้อนใหม่ ดูสิว่าฉันประสบความสำเร็จแค่ไหน” ใช่ไหม?

นี่แหละคือเหตุผลที่ กลับมาย้ำเรื่องการคิดว่าเงินคือเครื่องมือ คุณจะได้แยกมันออกจากคุณค่าในตัวเอง เพราะเมื่อคุณแยกคุณค่าในตัวเองออกจากเงิน ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมดเลย

คุณจะเลิกพยายามสร้างความประทับใจให้คนอื่น คุณจะเลิกวิ่งไล่สถานะ และคุณจะเลิกตัดสินใจเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง หรือเพื่อตามทันคนอื่น แทนที่จะเป็นแบบนั้น คุณจะเริ่มเล่นเกมระยะยาว คุณลงทุนได้โดยไม่กลัว คุณไม่ต้องไปซื้อของโง่ๆ คุณตัดสินใจอย่างสงบ มีเหตุผล และมีกลยุทธ์ได้ เพราะเงินคือเครื่องมือ ไม่ใช่ป้ายคะแนน ไม่ใช่คุณค่าในตัวคุณ ไม่ใช่ตัวตนของคุณ

ดังนั้น ถ้าคุณอยากได้ความมั่งคั่งที่แท้จริง คุณต้องแยกว่าคุณเป็นใครออกจากการที่คุณหาเงินได้เท่าไหร่ เพราะวินาทีที่เงินหยุดนิยามตัวคุณ มันก็จะหยุดควบคุมคุณ และนั่นแหละคือตอนที่คุณเริ่มชนะจริงๆ คุณจะเล่นเกมเงินด้วยกลยุทธ์จริงๆ ในการหลุดพ้นจากเกม

นิสัยที่ 9 อันสุดท้ายง่ายๆ คิดผลลัพธ์เป็นทศวรรษ ไม่ใช่เป็นวัน

คนส่วนใหญ่คิดแบบ “ฉันจะหาเงินเดือนนี้ยังไง? ฉันจะรวยเร็วๆ ได้ยังไง? ฉันใส่เงินทั้งหมดลง Bitcoin แล้วได้ผลตอบแทน 40 เท่าในสัปดาห์หน้า แล้วฉันก็จะกลายเป็นคนรวยที่สุดได้ไหม?”

ความมั่งคั่งไม่ได้ทำงานแบบนั้น ความมั่งคั่งที่แท้จริงถูกสร้างขึ้นอย่างช้าๆ สม่ำเสมอ เงียบๆ ตลอดหลายปี และตลอดหลายทศวรรษ ถ้าคุณปลูกเมล็ดพันธุ์วันนี้ คุณคงไม่ขุดมันขึ้นมาวันพรุ่งนี้เพื่อดูว่ามันโตหรือยัง ใช่ไหม? คุณก็แค่เชื่อในกระบวนการ ให้แสงแดดมัน ให้น้ำมัน แล้วก็แค่เชื่อในกระบวนการ

แต่เมล็ดพันธุ์ที่คุณปลูกวันนี้ คือต้นไม้ใหญ่ใน 20 ปีข้างหน้า เงินก็เหมือนกันเป๊ะ สำหรับคนส่วนใหญ่ เงินเป็นเกมระยะยาว นอกจากคุณจะหาเงินได้ปีละหลายล้านดอลลาร์และไม่ได้ใช้มันมากนัก คุณก็จะใช้เวลาสักสองสามทศวรรษเพื่อสร้างความมั่งคั่งที่มีนัยสำคัญจริงๆ

คุณยอมขับรถ Toyota แต่ได้เกษียณก่อนกำหนดดีกว่าการอัปเกรดไปขับ BMW ยังไม่มีวันเกษียณ

ดังนั้นคุณต้องเริ่มปลูกเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นตั้งแต่ตอนนี้ นี่แหละคือ 9 นิสัยที่คุณต้องมีสร้างความร่ำรวยให้ตัวคุณเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *