ในเนื้อหานี้ คุณจะได้เรียนรู้ 8 ขั้นตอนแบบใช้ได้จริง ที่จะเปลี่ยนเงินเดือนของงานของคุณให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างการเติบโต งานของคุณจะไม่ใช่คุกที่เอาไว้จ่ายบิลไปเรื่อยๆ ทุกเดือน เพราะอย่างที่ Robert Kiyosaki สอนเอาไว้ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าคุณหาเงินได้เท่าไหร่ แต่อยู่ที่ว่าคุณทำอะไรกับเงินก้อนนั้นต่างหาก
หลังจากที่มันเข้ามาอยู่ในมือคุณแล้ว ตลอดเนื้อหานี้ คุณจะเข้าใจว่าจะหยุดใช้เงินจนหมดเกลี้ยงได้ยังไง ควบคุมเงินเดือนให้อยู่หมัดได้ยังไง เก็บเงินไว้สำหรับอนาคตได้ยังไง หลีกเลี่ยงหนี้ที่ไม่จำเป็น ลงทุนกับความรู้ เพิ่มรายได้ และเริ่มสร้างชีวิตทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น
แต่ก่อนอื่นเลย คุณต้องเข้าใจสิ่งง่ายๆ อย่างหนึ่งก่อน เงินเดือนก็เหมือนเมล็ดพันธุ์ ถ้าคุณกินมันหมดวันนี้ ก็ไม่มีอะไรเหลือไว้ปลูกต่อ แต่ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะแบ่งเก็บเอาไว้ ดูแลมัน และใช้มันอย่างฉลาด เมล็ดเล็กๆ นั้นก็สามารถเติบโตเป็นพืชผลก้อนโตในอนาคตได้เลยล่ะ! และตรงนี้แหละคือจุดที่ขั้นตอนแรกจะเข้ามา
ความผิดพลาดใหญ่ข้อแรกที่ทำให้หลายคนไม่รวยสักทีก็คือ การใช้เงินทุกบาทที่หามาได้ ฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดามากเลยใช่มั้ย?
แต่นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้คนเป็นล้านๆ ติดอยู่ที่เดิม เงินเดือนเข้าบัญชีปุ๊บ ยังไม่ทันสิ้นเดือนเลย ก็หายเกลี้ยงแล้ว ส่วนหนึ่งไปจ่ายบิล อีกส่วนไปซื้อของ อีกส่วนไปผ่อน อีกส่วนหมดไปกับค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน และพอรู้ตัวอีกที ก็ไม่เหลืออะไรเอาไว้เก็บ ลงทุน หรือสร้างอะไรที่ใหญ่กว่านี้เลย
ปัญหายิ่งอันตรายขึ้นไปอีกตอนที่รายได้เพิ่มขึ้น เพราะหลายคนเชื่อว่าถ้าหาได้เยอะขึ้น ทุกอย่างจะเรียบร้อยเอง แต่พอเงินเดือนขึ้น ค่าใช้จ่ายก็โตตามไปด้วย คนเราเปลี่ยนมือถือใหม่ อัปเกรดไลฟ์สไตล์ เริ่มผ่อนของชิ้นใหม่ๆ ใช้เงินกับความบันเทิง เสื้อผ้า ร้านอาหาร และของที่เคยไม่กล้าซื้อ และสุดท้าย ถึงจะหาได้เยอะขึ้น ก็ยังไม่มีเงินเหลืออยู่ดี
มันเกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดเลย แค่เพิ่มการใช้จ่ายเฉยๆ คนที่อยากรวยจากเงินเดือนตัวเอง ต้องตัดวงจรนี้ให้ขาด ต้องเข้าใจว่าทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น ทุกๆ เงินก้อนพิเศษ และทุกๆ เงินที่เหลือสิ้นเดือน ไม่ควรกลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มแบบอัตโนมัติ
ส่วนหนึ่งต้องถูกปกป้อง ส่วนหนึ่งต้องถูกหว่านลงดิน ส่วนหนึ่งต้องไปทำงานเพื่ออนาคตของคุณ เพราะถ้าคุณใช้เงินทุกบาทที่หามาได้ ไม่ว่าจะหาได้น้อยหรือมาก คุณก็จะเริ่มจากศูนย์ใหม่ทุกเดือนอยู่ดี
ขั้นตอนที่ 1
ขั้นตอนแรกก็คือแบบนี้แหละ — หยุดมองเงินเดือนเป็นเงินที่ต้องหมดไป แล้วเริ่มมองมันเป็นเครื่องมือสร้างอิสรภาพ ง่ายๆแบบนี้เองขั้นตอนแรก
ขั้นตอนที่ 2
ทีนี้ มาดูขั้นตอนที่สองกันต่อ — ควบคุมเงินของคุณด้วยงบประมาณรายเดือน หลังจากที่คุณเข้าใจแล้วว่าใช้เงินทุกบาทไม่ได้ สิ่งต่อมาก็คือการกำหนดทิศทางให้เงินเดือนของคุณ ก่อนที่มันจะหายไป เพราะเงินที่ไม่มีทิศทางจะกลายเป็นความวุ่นวาย และเงินเดือนที่ไม่มีการวางแผนก็เป็นได้แค่แขกที่มาเยี่ยมบัญชีคุณเท่านั้น มาวันนี้ พรุ่งนี้ก็ไปแล้ว
หลายคนชอบบอกว่า “ไม่รู้เลยว่าเงินหายไปไหนหมด” แต่ความจริงก็คือเงินมันไปไหนสักแห่งเสมอแหละ ไปร้านขายของชำ ไปบัตรเครดิต ไปค่าผ่อน ไปเดลิเวอรี่ ไปกับการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ไปกับค่าสมัครสมาชิก ไปกับสิ่งที่ดูเหมือนถูกในตอนนั้น แต่กลับหนักอึ้งตอนสิ้นเดือน นี่แหละคือเหตุผลที่คุณต้องสร้างงบประมาณรายเดือนแบบง่ายๆ ขึ้นมา
ไม่ต้องซับซ้อนเลยนะ ไม่ต้องใช้สเปรดชีตยากๆ คุณเริ่มต้นด้วยปากกากับกระดาษก็ได้ โน้ตในมือถือก็ได้ หรือแอปง่ายๆ ก็ได้ สิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้ว่ามีเงินเข้ามาเท่าไหร่ และแต่ละส่วนไปไหนบ้าง
แบ่งเงินเดือนของคุณออกเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือสำหรับสิ่งจำเป็นพื้นฐาน — ค่าที่อยู่อาศัย ค่าอาหาร ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต และทุกอย่างที่คุณต้องใช้จริงๆ เพื่อให้มีชีวิตอย่างปลอดภัย ส่วนที่สองคือสำหรับคุณภาพชีวิต — ความบันเทิง การออกไปเที่ยว การซื้อของที่วางแผนไว้ สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกสบายใจ แต่ต้องไม่เกินตัว เพราะการจัดการเงินไม่ได้แปลว่าคุณต้องอยู่อย่างไม่มีความสุข มันแปลว่าคุณสนุกกับชีวิตได้ โดยไม่ทำลายอนาคตต่างหาก
ขั้นตอนที่ 3
ส่วนที่สาม และสำคัญที่สุด คือเงินสำรองและการลงทุน นี่คือส่วนที่จะเริ่มสร้างอิสรภาพของคุณ! Robert Kiyosaki สอนว่าคนที่อยากเติบโตทางการเงิน ต้องเรียนรู้ที่จะซื้อสินทรัพย์ (assets — สิ่งที่สร้างเงินให้คุณ) ไม่ใช่แค่บริโภคหนี้สิน (liabilities — สิ่งที่ดึงเงินออกจากกระเป๋าคุณ) แต่ก่อนที่คุณจะซื้อสินทรัพย์ได้ คุณต้องสร้างพื้นที่ในงบประมาณของคุณก่อน และพื้นที่นั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ตอนที่คุณหยุดปล่อยให้เงินวิ่งเล่นตามใจชอบ
ลองคิดถึงเงินเดือนของคุณเหมือนเป็นทีมๆ หนึ่งสิ ทุกๆ บาทต้องมีหน้าที่ของมัน บาทหนึ่งจ่ายค่าจำเป็น อีกบาทปกป้องอนาคตของคุณ อีกบาทไปซื้อความรู้ อีกบาทเริ่มสร้างความมั่งคั่ง พอคุณทำแบบนี้ คุณจะหยุดใช้ชีวิตด้วยความกลัว คุณจะหยุดมองบัญชีตัวเองตอนสิ้นเดือนแบบงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น คุณจะเริ่มสังเกตเห็นว่าตรงไหนที่ใช้เกินตัว ตรงไหนที่ตัดได้ และตรงไหนที่ปรับปรุงได้
และนี่คือเคล็ดลับที่น่าสนใจมาก! งบประมาณไม่ได้มีไว้กักขังคุณ แต่มีไว้ปลดปล่อยคุณต่างหาก เพราะพอคุณรู้ว่าเงินไหลไปทางไหน คุณก็จะมีอำนาจในการเลือก คุณตัดสินใจเองได้ว่าอันไหนเก็บไว้ อันไหนตัดทิ้ง อันไหนลด และอันไหนต้องเปลี่ยน
ดังนั้นก่อนที่เงินเดือนงวดหน้าจะเข้า ลองทำสิ่งง่ายๆ นี้ดู — จดลงไปว่าคุณมีรายได้เท่าไหร่ ลิสต์ค่าใช้จ่ายหลักๆ ออกมา และแบ่งเก็บไว้สำหรับอนาคตของคุณ แม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อยก็ตาม นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการควบคุมการเงิน และคนที่ควบคุมเงินของตัวเองได้ในวันนี้ ก็คือคนที่กำลังสร้างอิสรภาพของวันพรุ่งนี้
ทีนี้ มาต่อกันที่ขั้นตอนที่สาม — จ่ายให้ตัวเองก่อน นี่คือหนึ่งในนิสัยที่เรียบง่ายที่สุด แต่ก็ทรงพลังที่สุดสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนชีวิตทางการเงินของตัวเอง คนส่วนใหญ่ทำกลับกันเลยนะ พอเงินเดือนเข้า พวกเขาจ่ายบิลก่อน แล้วก็ซื้อของ แล้วก็จัดการกับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด แล้วก็ใช้กับความบันเทิง แล้วก็จ่ายค่าผ่อน และพอท้ายสุดเท่านั้นแหละ ถึงจะคิดว่า “ถ้ามีเหลือ ค่อยเก็บ” แต่แทบไม่เคยมีเหลือเลย
เพราะเงินที่วางอยู่หลวมๆ ในบัญชี มันจะหาทางออกไปได้เสมอแหละ มีของเซลล์ตลอด มีของที่อยากได้ มีเรื่องด่วน มีของชิ้นเล็กที่อยากซื้อ มีค่าผ่อน หรือค่าใช้จ่ายที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย นี่แหละคือเหตุผลที่ว่า ถ้าคุณอยากสร้างความมั่งคั่งจากเงินเดือนของคุณ คุณต้องสลับลำดับเลย — ก่อนจะจ่ายให้คนอื่น จ่ายให้อนาคตของคุณก่อน
ทันทีที่เงินเดือนเข้า แบ่งไว้ให้ตัวเองก่อน ไม่ใช่เอาไปใช้กับอะไรก็ได้นะ แต่เพื่อสร้างความมั่นคงของคุณ เงินสำรองของคุณ การลงทุนของคุณ และโปรเจกต์ในอนาคตของคุณ จะเป็น 10% ก็ได้ 5% ก็ได้ จะเป็นเงินก้อนเล็กๆ ในตอนแรกก็ได้ สิ่งสำคัญคือการสร้างนิสัย เพราะในตอนเริ่มต้น จำนวนเงินอาจดูน้อยนิด แต่นิสัยนี่แหละมีค่ามากกว่าตัวเลขเยอะเลย!
Robert Kiyosaki สอนไว้ว่า คนที่อยากหนีออกจาก rat race (วงจรหนูถีบจักร — การทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อจ่ายบิล) ต้องเรียนรู้ที่จะนำเงินไปใส่ในสินทรัพย์ ก็คือสิ่งที่ช่วยสร้างเงินเพิ่มในอนาคต แต่จะซื้อสินทรัพย์ได้ คุณต้องแบ่งเงินไว้ก่อน และจะแบ่งเงินไว้ได้ คุณรอเงินเหลือไม่ได้นะ คุณต้องตัดสินใจล่วงหน้า
ลองนึกภาพคนที่ได้รับเงินเดือน แล้วแบ่งไว้ก่อนตั้งแต่วันแรกเลย เงินก้อนนั้นจะออกจากบัญชี เหมือนกับว่ามันเป็นบิลที่ต้องจ่าย แต่แทนที่จะจ่ายให้กับอดีต พวกเขากำลังจ่ายให้กับอนาคต! เมื่อเวลาผ่านไป คนนั้นก็สร้างเงินสำรองได้ จากนั้นก็เริ่มลงทุน จากนั้นก็เรียนรู้มากขึ้น จากนั้นก็มั่นใจมากขึ้น จากนั้นก็จะรู้ว่าเงินเดือนของพวกเขาไม่ได้มีไว้แค่จ่ายบิลอีกต่อไป แต่ยังเอาไว้สร้างอิสรภาพด้วย!
ทีนี้ ลองนึกภาพแบบตรงข้ามดู — คนที่รอเก็บเงินตอนสิ้นเดือนตลอด พวกเขามีเจตนาดีนะ บอกว่าจะเริ่มแน่ๆ แต่พอถึงสิ้นเดือนเข้าจริง เงินก็หมดไปแล้ว และวงจรนั้นก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
นี่แหละคือเหตุผลที่ว่าเคล็ดลับมันง่ายมาก — อย่าเก็บสิ่งที่เหลือ แต่จงแบ่งไว้ก่อน แล้วค่อยใช้ชีวิตด้วยส่วนที่เหลือ ในตอนเริ่มต้น คุณอาจต้องปรับค่าใช้จ่ายบางอย่าง อาจต้องลดการซื้อแบบใจเร็วลง ลดการสั่งเดลิเวอรี่ ยกเลิกการสมัครสมาชิกที่ลืมไปแล้ว หรือทบทวนค่าผ่อนต่างๆ
แต่นี่ไม่ใช่การสูญเสียนะ! นี่คือการแลกเปลี่ยนที่ฉลาด คุณกำลังแลกค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป กับชีวิตทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ดังนั้นพอเงินเดือนงวดหน้าเข้ามา ลองทดสอบดูสิ
ก่อนอื่นเลย แบ่งเงินไว้สำหรับเงินสำรองหรือการลงทุนของคุณก่อน แม้จะเป็นจำนวนน้อยก็ตาม ทำสิ่งนี้ก่อนเสมอ เพราะตอนที่คุณจ่ายให้ตัวเองก่อน คุณกำลังบอกกับจิตใจของคุณว่า “อนาคตของฉันก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน” และความคิดนั้นที่ถูกย้ำซ้ำๆ ทุกเดือน สามารถเปลี่ยนชีวิตทางการเงินของคุณได้แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยล่ะ!
ขั้นตอนที่ 4
ทีนี้ มาต่อกันที่ขั้นตอนที่สี่ — หลีกเลี่ยงหนี้ที่ไม่จำเป็น เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะหาเงินเดือน ทำงบประมาณ และพยายามเก็บเงิน ถ้าในเวลาเดียวกันคุณก็ปล่อยให้หนี้พัดพาอนาคตของคุณไป
หลายคนยังไม่รู้ตัวเลย แต่เวลาที่พวกเขารูดบัตรเครดิตซื้อของแบบใจเร็วด่วนได้ เบิกเกินบัญชี (overdraft) หรือผ่อนทุกอย่างโดยไม่คิดให้ดี พวกเขาไม่ได้แค่ใช้เงินของวันนี้นะ พวกเขากำลังผูกมัดเงินของวันพรุ่งนี้ต่างหาก! และนั่นแหละคือหนึ่งในอันตรายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับคนที่อยากเติบโตทางการเงิน
คนนั้นมองค่าผ่อนเล็กๆ แล้วคิดว่า “จ่ายไหวแหละ” แต่จากนั้นค่าผ่อนอีกตัวก็ตามมา แล้วก็อีกตัว แล้วก็ค่าบัตรเครดิต แล้วก็ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด แล้วก็ดอกเบี้ย และพอรู้ตัวอีกที ส่วนหนึ่งของเงินเดือนก็ถูกจองจำไปแล้ว ก่อนที่มันจะเข้าบัญชีด้วยซ้ำ! มันเหมือนกับว่าคนนั้นทำงานทั้งเดือน แต่เงินมีเจ้าของรอไว้แล้ว
Robert Kiyosaki สอนว่าหนึ่งในความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ระหว่างคนที่สร้างความมั่งคั่งได้กับคนที่ติดอยู่กับกับดักทางการเงิน อยู่ที่วิธีจัดการกับหนี้นั่นเอง มีหนี้บางประเภทที่สามารถใช้อย่างมียุทธศาสตร์เพื่อสร้างสินทรัพย์ได้ แต่คนส่วนใหญ่ใช้หนี้เพื่อซื้อหนี้สิน — สิ่งที่ดึงเงินออกจากกระเป๋า และไม่สร้างผลตอบแทนอะไรกลับมาเลย
ปัญหาไม่ใช่การซื้อของจำเป็นนะ ปัญหาคือการเปลี่ยนความอยากชั่ววูบให้กลายเป็นข้อผูกมัดทางการเงินระยะยาวต่างหาก มือถือเครื่องใหม่ ชุดราคาแพง ทริปที่ผ่อนเอา ของที่ซื้อเพราะมันลดราคา ทุกอย่างนี้ดูเหมือนไม่มีอันตรายในตอนนั้นนะ แต่ถ้าคุณคุมตัวเองไม่ได้ การตัดสินใจเหล่านี้จะเริ่มขโมยอิสรภาพของคุณไปทีละนิด
นี่แหละคือเหตุผลที่ก่อนจะผ่อนอะไร ให้ถามตัวเองด้วย 3 คำถามง่ายๆ — ฉันต้องการสิ่งนี้จริงๆ ในตอนนี้หรือเปล่า? การซื้อครั้งนี้จะทำให้ชีวิตของฉันดีขึ้น หรือแค่สนองความอยากชั่ววูบ? การผ่อนนี้จะพาฉันเข้าใกล้ หรือห่างไกลจากอิสรภาพทางการเงินของฉัน?
คำถามพวกนี้ดูเหมือนง่ายๆ แต่สามารถช่วยประหยัดเงินได้เยอะเลย! เพราะคนที่อยากรวยต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธความอยากบางอย่างของวันนี้ เพื่อจะได้ตอบรับชีวิตที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้
ถ้าคุณมีหนี้อยู่แล้ว อย่าตกใจไป! เริ่มต้นจากการจัดระเบียบทุกอย่างก่อน จดลงไปเลยว่าคุณเป็นหนี้ใครเท่าไหร่ ค่าผ่อนเท่าไหร่ และหนี้ไหนที่ดอกเบี้ยสูงที่สุด จากนั้นวางแผนเพื่อจัดการกับตัวอันตรายที่สุดก่อน โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและการเบิกเกินบัญชี เพราะดอกเบี้ยสามารถพอกพูนได้เร็วมาก! และในขณะที่คุณกำลังจ่ายหนี้เหล่านั้น หยุดสร้างหนี้ใหม่ขึ้นมานะ — นั่นคือกุญแจสำคัญเลย
ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ถ้าจะพยายามปีนออกจากหลุม ในขณะที่ขุดอีกหลุมไปด้วย คุณต้องปิดประตูที่เงินรั่วไหลออกไปให้หมด
ดังนั้นขั้นตอนที่สี่ก็คือแบบนี้ — ใช้บัตรเครดิตอย่างระมัดระวังมากๆ บัตรเครดิตไม่ใช่รายได้พิเศษนะ! วงเงินไม่ใช่เงินของคุณ และค่าผ่อนเล็กๆ ก็รวมกันได้เยอะ เวลามันซ้อนทับกับตัวอื่นๆ พอคุณหลีกเลี่ยงหนี้ที่ไม่จำเป็นได้ เงินเดือนของคุณจะเริ่มหายใจหายคอได้ และพอเงินเดือนของคุณหายใจได้ คุณก็เก็บเงินได้ ลงทุนได้ เรียนรู้ได้ และสร้างอะไรที่ใหญ่กว่าได้
เพราะอิสรภาพทางการเงินไม่ได้เริ่มต้นจากการหาเงินเพิ่มอย่างเดียว มันเริ่มต้นตรงที่คุณหยุดนิสัยที่ส่งมอบอนาคตของคุณให้กับค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างอะไรเลยต่างหาก!
ขั้นตอนที่ 5
ทีนี้ มาต่อที่ขั้นตอนที่ห้ากันเลย — ลงทุนกับความรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าของตัวเอง เพราะมันมีจุดหนึ่งที่การตัดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
การควบคุมเงินเป็นเรื่องสำคัญ การหลีกเลี่ยงหนี้เป็นสิ่งจำเป็น การเก็บส่วนหนึ่งของเงินเดือนเป็นเรื่องที่ทรงพลัง แต่ถ้าคุณอยากเร่งเครื่องชีวิตทางการเงินของคุณ คุณก็ต้องเพิ่มความสามารถในการหารายได้ของคุณด้วย และหนึ่งในวิธีที่ฉลาดที่สุดในการทำสิ่งนี้ก็คือ การลงทุนกับความรู้!
Robert Kiyosaki สอนว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงเริ่มต้น ตอนที่คุณพัฒนาความฉลาดทางการเงิน (financial intelligence) เพราะเงินที่ไม่มีความรู้ประกอบอยู่ สามารถหายวับไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ความรู้ ถ้าใช้อย่างถูกที่ถูกทาง สามารถเปิดประตู สร้างโอกาส และเพิ่มรายได้ของคุณได้เรื่อยๆ ในระยะยาว
ลองคิดดูสิ คนที่เรียนรู้ทักษะใหม่จะมีค่ามากขึ้น พวกเขาทำงานได้รายได้ดีขึ้น เลื่อนตำแหน่งได้ ให้บริการได้ ขายอะไรได้ สร้างรายได้พิเศษได้ และแม้กระทั่งเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองได้ แต่หลายคนกลับทำตรงกันข้าม! พอมีเงินเหลือ ก็เอาไปใช้กับการบริโภคหมด ซื้อแต่ของที่มูลค่าลดลง โดยไม่ลงทุนกับสมองของตัวเองเลย
แต่ชุดใหม่ก็ตกเทรนด์ได้ มือถือก็เสื่อมราคาได้ ของก็พังได้ แต่ทักษะที่เรียนรู้มาดีๆ สามารถสร้างเงินให้คุณได้นานหลายปีเลยนะ! บางทีคุณอาจจะเรียนการขาย บางทีคุณอาจจะเรียนการบริการลูกค้า บางทีคุณอาจจะเรียนดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง การเงิน การลงทุน การจัดการ การสื่อสาร การตัดต่อวิดีโอ ภาษา ทักษะคอมพิวเตอร์ การทำอาหาร ความสวยงาม การซ่อมแซม — ทักษะอะไรก็ได้ที่มีมูลค่าในตลาด
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า ยิ่งคุณเป็นประโยชน์มากเท่าไหร่ โอกาสก็ยิ่งโผล่เข้ามามากเท่านั้น! ถ้าคุณทำงานในบริษัทอยู่ตอนนี้ ลองถามตัวเองสิ — “ทักษะอะไรที่จะทำให้เจ้านายเห็นค่าฉันมากขึ้น?” ถ้าคุณอยากเป็นผู้ประกอบการ ลองถาม — “ปัญหาอะไรที่ฉันสามารถเรียนรู้ที่จะแก้ให้คนอื่นได้?” ถ้าคุณอยากมีรายได้พิเศษ ลองถาม — “ฉันทำอะไรเป็นบ้าง หรือเรียนรู้อะไรได้บ้าง ที่คนอื่นจะยอมจ่ายเงินให้?”
คำถามเหล่านี้จะเปลี่ยนทิศทางของคุณ เพราะคนที่เอาแต่รอให้เงินเดือนขึ้น อาจจะติดอยู่ที่เดิมไปอีกหลายปี แต่คนที่เริ่มพัฒนาตัวเอง จะเริ่มสร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นมา!
และคุณก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยอะไรราคาแพงนะ คุณเรียนรู้ผ่านวิดีโอได้ ผ่านหนังสือได้ ผ่านคอร์สที่ราคาเข้าถึงได้ ผ่านสื่อการสอนแบบใช้งานจริง ผ่านโน้ต และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด — การลงมือทำ! เพราะความรู้ที่นั่งนิ่งอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเหมือนกัน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างคือการเรียนรู้แล้วเอาไปใช้จริงต่างหาก
แบ่งเวลาบางส่วนทุกสัปดาห์ มาศึกษาเรื่องเงินและทักษะต่างๆ จะเป็นเวลาเล็กน้อยก็ได้ แต่ต้องสม่ำเสมอ 30 นาทีต่อวัน ก็สามารถเปลี่ยนมุมมองของคุณได้แล้วในไม่กี่เดือน! ในขณะที่หลายคนใช้เวลาว่างไปกับการเสพสิ่งบันเทิงให้ลืมเรื่องอื่น คุณสามารถใช้เวลาส่วนหนึ่งนั้นมาเติบโตได้
และนี่คือประเด็นหลักเลย — เงินเดือนที่คุณได้รับวันนี้ เป็นผลของมูลค่าที่คุณส่งมอบในวันนี้ ถ้าคุณเพิ่มมูลค่าของตัวเอง คุณก็เพิ่มโอกาสในการมีรายได้ที่ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้ด้วย ดังนั้นขั้นตอนที่ห้าก็คือแบบนี้ — ลงทุนกับตัวเอง! เพราะก่อนที่จะซื้อสินทรัพย์ บ่อยครั้งสินทรัพย์แรกที่คุณต้องเสริมให้แข็งแกร่งก็คือ จิตใจของคุณเอง
ขั้นตอนที่ 6
ทีนี้ มาต่อกันที่ขั้นตอนที่หก — เจรจาเงินเดือนให้ดีขึ้น และหาโอกาสใหม่ๆ หลังจากที่คุณเริ่มควบคุมเงินได้ดีขึ้น และลงทุนกับความรู้แล้ว ถึงเวลาที่ต้องเข้าใจอีกเรื่องหนึ่ง — คุณต้องเรียนรู้ที่จะวางตำแหน่งตัวเองในตลาดให้ดีขึ้นด้วย
หลายคนใช้เวลาเป็นปีๆ ทำงานหนัก ส่งงานได้ผล มาตรงเวลา แก้ปัญหา ช่วยให้บริษัทเติบโต แต่ไม่เคยพูดเรื่องเงินเดือนเลย ไม่เคยแสดงผลงานของตัวเอง และไม่เคยมองหาโอกาสที่ดีกว่า คนๆ นั้นก็เอาแต่รอให้คนอื่นมาเห็นค่าโดยอัตโนมัติ แต่ในชีวิตทางการเงิน การรอนานเกินไปก็เป็นเรื่องที่อาจทำให้สูญเสียได้เยอะเลยนะ!
Robert Kiyosaki สอนว่าคนที่อยากเติบโตต้องหยุดคิดแบบลูกจ้างอย่างเดียว และเริ่มคิดเหมือนคนที่เข้าใจในเรื่องของมูลค่า พูดอีกอย่างก็คือ คุณต้องถามตัวเองว่า “ฉันส่งมอบมูลค่าเท่าไหร่ และจะแสดงสิ่งนั้นออกมาอย่างฉลาดได้ยังไง?”
การเจรจาเงินเดือนไม่ใช่การเดินเข้าไปพร้อมข้อเรียกร้องนะ ไม่ใช่การบ่น ไม่ใช่การเอาชีวิตของคุณไปเทียบกับคนอื่น การเจรจาเงินเดือนแบบมียุทธศาสตร์หมายถึงการเข้าไปแบบเตรียมตัวมาดี ก่อนที่จะขอขึ้นเงินเดือน ลองมองดูว่าคุณส่งมอบอะไรไปแล้วบ้าง คุณแก้ปัญหาอะไรบ้าง? คุณช่วยปรับปรุงผลลัพธ์อะไรบ้าง? คุณขายได้มากขึ้นไหม? ประหยัดเวลาได้ไหม? พาลูกค้าเข้ามา จัดระเบียบกระบวนการ ปรับปรุงการบริการ รับผิดชอบมากขึ้นบ้างไหม? เอาทุกอย่างมาเขียนลงบนกระดาษเลย!
เพราะถ้าคุณพูดง่ายๆ ว่า “ฉันต้องการเงินเดือนมากกว่านี้” มันฟังดูเหมือนความต้องการส่วนตัว แต่ถ้าคุณแสดงให้เห็นว่า “ฉันสร้างผลลัพธ์ ฉันรับผิดชอบมากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมได้มากกว่านี้” บทสนทนาก็จะเปลี่ยนไปทันที! คุณจะหยุดขอจากความจำเป็น และเริ่มเจรจาด้วยมูลค่าแทน
และถ้าที่ที่คุณอยู่ไม่มีพื้นที่ให้เติบโต บางทีก็อาจถึงเวลาที่ต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ บ้างแล้ว บางครั้งคนๆ หนึ่งติดอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ไม่เห็นค่าความพยายามของพวกเขา ในขณะที่ที่อื่น ทักษะแบบเดียวกันอาจมีมูลค่ามากกว่าก็ได้!
แต่ใส่ใจให้ดีนะ — อย่าทำสิ่งนี้แบบใจเร็วด่วนได้ ทำมันแบบมีการวางแผน อัปเดตเรซูเม่ของคุณ ปรับปรุงโปรไฟล์ทางอาชีพของคุณ คุยกับคนในวงการ ศึกษาตลาด ดูว่าทักษะไหนที่กำลังมีคุณค่ามากที่สุด เตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนที่จะก้าวต่อไป เพราะการเติบโตทางการเงินก็ต้องใช้ความกล้าหาญเหมือนกัน แต่เป็นความกล้าหาญที่มียุทธศาสตร์
และนี่คือความจริงง่ายๆ — ถ้าคุณอยากหาเงินได้เพิ่ม คุณต้องกลายเป็นคนที่มีค่ามากขึ้น และเรียนรู้ที่จะแสดงคุณค่านั้นออกมาให้ได้ มันไม่พอแค่ทำงานเงียบๆ แล้วหวังว่าจะมีคนสังเกตเห็นเอง คุณต้องสร้างชื่อเสียงของคุณ พัฒนาทักษะของคุณ และมองหาสภาพแวดล้อมที่การเติบโตของคุณเป็นไปได้ ดังนั้นขั้นตอนที่หกก็คือแบบนี้
อย่ายอมจมอยู่ที่ระดับการเงินเดิมๆ ตลอดไป! เตรียมตัวเอง พัฒนาตัวเอง เจรจา หาโอกาส และเรียนรู้ที่จะวางตำแหน่งของตัวเอง เพราะเงินเดือนอาจเป็นเมล็ดพันธุ์ก็จริง แต่คุณก็ต้องดูแลพื้นดินที่เมล็ดนั้นกำลังถูกหว่านลงไปด้วย
ขั้นตอนที่ 7
ทีนี้ มาต่อกันที่ขั้นตอนที่เจ็ด — สร้างแหล่งรายได้พิเศษ เพราะการพึ่งพาแหล่งเงินเพียงแหล่งเดียว เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้คนติดอยู่ในกับดักทางการเงินมากที่สุด ถ้าเงินทุกบาทของคุณมาจากเงินเดือนแหล่งเดียว ปัญหาอะไรก็กลายเป็นเรื่องน่ากังวลไปหมด — การถูกเลิกจ้าง เหตุฉุกเฉิน ชั่วโมงทำงานที่ลดลง บิลที่ไม่คาดคิด ทุกอย่างนี้สามารถสั่นคลอนชีวิตทางการเงินของคุณได้เลย แต่พอคุณเริ่มสร้างกระแสรายได้อื่นๆ แม้จะเป็นกระแสเล็กๆ คุณก็จะได้ความมั่นคงเพิ่มขึ้น และอิสรภาพมากขึ้นด้วย!
Robert Kiyosaki สอนว่าคนที่อยากหนีจาก rat race (วงจรหนูถีบจักร) ต้องหยุดพึ่งพาแค่เงินเดือน และเริ่มสร้างสินทรัพย์และกระแสรายได้ขึ้นมา แต่นี่ไม่ได้แปลว่าให้ลาออกจากงานในชั่วข้ามคืนนะ! มันแปลว่าใช้เงินเดือนของคุณเป็นฐาน ในขณะที่สร้างอะไรเสริมข้างๆ อย่างชาญฉลาดและอดทนต่างหาก
และตรงนี้แหละที่หลายคนติด เพราะคิดว่า “ฉันไม่มีเงินไปเริ่มทำธุรกิจ” แต่แหล่งรายได้พิเศษไม่จำเป็นต้องเริ่มแบบใหญ่โตทุกอันนะ! คุณเริ่มต้นด้วยการเสนอบริการก็ได้ คุณใช้ทักษะที่คุณมีอยู่แล้วก็ได้ คุณทำอะไรในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้ คุณทำงานกับอินเทอร์เน็ตก็ได้ คุณสร้างคอนเทนต์ก็ได้ คุณขายสินค้าง่ายๆ ก็ได้ คุณเสนอที่ปรึกษาก็ได้ คุณสอนอะไรสักอย่างก็ได้ คุณรับขายต่อก็ได้ คุณเสนอบริการให้คนใกล้ตัวก็ได้ คุณเปลี่ยนความรู้เป็นรายได้เล็กๆ ก็ได้!
สิ่งสำคัญคือเริ่มต้นด้วยสิ่งที่คุณมีอยู่ บางทีคุณอาจทำอาหารเก่ง บางทีคุณอาจรู้วิธีตัดต่อวิดีโอ บางทีคุณอาจเข้าใจเรื่องความสวยงาม การซ่อมแซม การจัดระเบียบ การขาย การบริการลูกค้า การออกแบบ การติว การเขียน โซเชียลมีเดีย หรือทักษะอะไรก็ตามที่ช่วยแก้ปัญหาให้ใครสักคนได้
เงินจะปรากฏขึ้นตอนที่คุณแก้ปัญหาได้! และยิ่งคุณเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหามากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสก็จะยิ่งโผล่เข้ามามากขึ้นเท่านั้น
ในตอนเริ่มต้น รายได้พิเศษนี้อาจดูเล็กน้อย บางทีก็มีเงินเข้ามาแค่นิดหน่อย บางทีคุณอาจขายได้แค่ครั้งเดียว บางทีคุณอาจได้ลูกค้าแค่คนเดียว แต่อย่าประมาทจุดเริ่มต้นนะ! สิ่งที่วันนี้ดูเหมือนเล็ก สามารถกลายเป็นสิ่งใหญ่กว่าได้ในวันหน้า ถ้าคุณจริงจังกับมัน
ความแตกต่างอยู่ตรงที่ — อย่าใช้ทุกบาทที่เข้ามาให้หมด ถ้าคุณสร้างรายได้พิเศษได้ แล้วเอาไปใช้กับการบริโภคทั้งหมด มันก็แค่กลายเป็นเงินที่ผ่านมาผ่านไปอีกก้อนหนึ่ง แต่ถ้าคุณใช้รายได้นั้นเพื่อชำระหนี้ สร้างเงินสำรอง ซื้อสินทรัพย์ หรือลงทุนกับความรู้ มันจะเร่งการเดินทางของคุณเลยล่ะ!
ลองคิดแบบนี้ดูสิ — เงินเดือนของคุณจ่ายค่าโครงสร้างชีวิตคุณ ส่วนรายได้พิเศษของคุณ จะสร้างอิสรภาพให้คุณ! ดังนั้นขั้นตอนที่เจ็ดก็คือแบบนี้ — หยุดพึ่งพากระแสเงินเพียงแหล่งเดียว เริ่มเล็กๆ ก่อน ทดสอบไอเดียดู สังเกตว่าคนต้องการอะไร เสนอสิ่งที่มีคุณค่า และใช้รายได้นั้นอย่างฉลาด เพราะเมื่อคุณสร้างกระแสรายได้ใหม่ๆ คุณจะหยุดเป็นทาสของเส้นทางเดียว และเริ่มสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับอนาคตของคุณ!
ขั้นตอนที่ 8
ทีนี้ มาต่อกันที่ขั้นตอนที่แปด ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว — ตัดสินใจให้ดีขึ้นทุกๆ เดือน เพราะสุดท้ายแล้ว การรวยจากเงินเดือนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหาเงินได้เพิ่มอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่ดีซ้ำๆ เดือนแล้วเดือนเล่าต่างหาก ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกที่จะอ่านเนื้อหานี้แล้วรู้สึกฮึกเหิมไม่กี่นาที แล้วก็กลับไปทำนิสัยเดิมๆ การเปลี่ยนแปลงทางการเงินจะเกิดขึ้นก็ตอนที่คุณเอาสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้จริงเท่านั้น!
Robert Kiyosaki สอนว่าคนหลายคนยังติดอยู่ในกับดัก เพราะพวกเขาทำงานเพื่อเงิน แต่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะกำกับเงินเลย และนี่แหละคือจุดที่คุณต้องทำสิ่งต่างๆ ให้แตกต่างออกไป ทุกๆ เดือนตอนที่เงินเดือนเข้า ลองถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆ ไม่กี่ข้อ — ฉันใช้น้อยกว่าที่หาได้หรือเปล่า? ฉันแบ่งเก็บไว้สำหรับอนาคตของฉันหรือเปล่า? ฉันหลีกเลี่ยงหนี้ที่ไม่จำเป็นหรือเปล่า? ฉันลงทุนกับความรู้หรือเปล่า? ฉันสร้างอะไรที่สามารถสร้างรายได้ให้ฉันในอนาคตหรือเปล่า?
คำถามเหล่านี้ดูเหมือนง่ายๆ แต่จะวางชีวิตทางการเงินของคุณบนเส้นทางที่ถูกต้องเลย! เพราะคนที่หาได้มากขึ้น แต่ใช้หมดทุกบาท ก็ยังติดอยู่ที่เดิม คนที่ได้ขึ้นเงินเดือน แต่เพิ่มจำนวนของที่ผ่อน ก็ยังติดอยู่ที่เดิม คนที่สร้างรายได้พิเศษได้ แต่เอาไปใช้กับการบริโภคหมด ก็ยังติดอยู่ที่เดิม
ทีนี้ คนที่หาเท่าที่หาได้ ควบคุมมันได้ดีขึ้น ตัดสิ่งสิ้นเปลือง หลีกเลี่ยงหนี้ ศึกษา ลงทุน และพยายามเพิ่มรายได้ของตัวเอง คนๆ นั้นแหละที่กำลังเริ่มเปลี่ยนเส้นทางชีวิตอย่างแท้จริง!
บางทีการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ปรากฏให้เห็นในหนึ่งสัปดาห์ บางทีในตอนเริ่มต้นมันอาจดูช้า แต่ทุกๆ การตัดสินใจที่ถูกต้อง ก็เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านลงไป วันนี้คุณจัดระเบียบ พรุ่งนี้คุณเก็บออม จากนั้นก็ลงทุน จากนั้นก็เรียนรู้มากขึ้น จากนั้นก็สร้างรายได้พิเศษ และเมื่อเวลาผ่านไป คุณจะเริ่มสังเกตเห็นว่าชีวิตทางการเงินของคุณ ไม่ได้ติดอยู่ที่เดิมอีกต่อไปแล้ว!
เคล็ดลับไม่ใช่การรอช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบนะ — เริ่มจากเงินเดือนที่คุณมีอยู่เลย เริ่มจากความรู้ที่คุณมีอยู่ เริ่มจากเงินจำนวนน้อย เริ่มจากการตัดค่าใช้จ่ายอันหนึ่ง เริ่มจากการชำระหนี้สักก้อน เริ่มจากการศึกษาทักษะใหม่ๆ สิ่งสำคัญคือการได้เริ่มต้น! เพราะเงินเดือนอาจเป็นได้แค่เงินที่ผ่านมาผ่านไป หรือมันสามารถเป็นเครื่องมือที่จะสร้างชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าได้
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่คุณทำในทุกๆ เดือน

